Custom Search

กาลิเลโอ

Posted by bangkokian | Movie Marketing, New Marketing | Wednesday 22 July 2009 11:26 am

เครื่องมือ New Media ที่น่าสนใจสำหรับนักการตลาดยุคใหม่ที่ต้องการจะศึกษาแนวโน้มของการค้นหาข้อมูลต่างๆที่มีการค้นหาผ่านทาง Google Search Engine เพื่อนำมาวิเคราะห์เป็น trend ก็คือ free service ที่ชื่อว่า google trends (www.google.com/trends) ของ google นั่นเอง

Google trends เป็นเครื่องมือที่จะช่วยให้คุณได้เปรียบเทียบจำนวนการค้นหาข้อมูลจากคีย์เวิรด์ต่างๆที่คุณสนใจ เพื่อนำมาใช้เป็นข้อมูลในการพิจารณา หรือพยากรณ์แนวโน้มต่างๆได้ในเบื้องต้น

ผมลองนำคำว่า “เต้ย” มาค้นหาเพื่อดูว่ามีความสนใจในการค้นหาคำๆนี้มากน้อยขนาดไหน โดยทำการเปรียบเทียบกับชื่อ “ต่าย” ซึ่งเป็นนางเอกคู่ในภาพยนตร์เรื่อง หนีตามกาลิเลโอ และ คำว่า กาลิเลโอ ซึ่งเป็นชื่อหนัง ผลก็เป็นดังด้านล่างครับ

เต้ย-ต่าย

ต่ายเต้ย

วันนี้อย่าลืมไปดูกันนะครับ…

A good email marketing…

Posted by bangkokian | Cool Stuffs, Movie Marketing, New Marketing | Tuesday 23 June 2009 11:50 am

เนื่องในวันนี้เป็นวันที่ Transformers 2 : Revenge of the Fallen เข้าฉายเป็นวันแรก ทำให้ผมฉุกนึกถึงการทำ email marketing ที่ผมรู้สึกดีเมื่อได้รับเมื่อสัก 2 อาทิตย์ที่ผ่านมา เหตุผลที่ผมรู้สึกดีก็เพราะว่า mail ที่ผมได้รับมานั้นไม่เกี่ยวกับบริษัททัวร์ที่เป็นใครก็ไม่รู้พยายามมาชวนผมไปเที่ยวในราคาพิเศษ หรือว่า fitness ที่แจ้งให้ผมทราบว่าผมเป็นผู้โชคดีที่ได้รับการสุ่มเลือกเพียง 20 คนในประเทศไทย ให้ไปลองใช้งาน fitness… &%#XX%$

แต่ Email ฉบับที่ผมชอบนั้น เป็น email ที่ส่งเรื่องที่ผมอยากรู้ และ ชอบมาให้ผม ทำให้ผมรู้สึกดีกับการได้รับ mail ฉบับนั้น นี่แหละครับคือรูปแบบของการทำ Permission Marketing!!!

Permission Marketing

ก็คือ การขออนุญาติผู้รับสารก่อนที่เราจะทำการส่ง media ต่างๆไปให้เขา ซึ่งเราต้องเปิดโอกาสให้ผู้รับสารได้เลือกรูปแบบของ Media ที่เขาต้องการ และต้องเลือกเนื้อหาที่ผู้รับสารต้องการได้เอง

รูปแบบของ Permission Marketing ที่เราเห็นกันอยู่ทั่วไปในโลก Internet ก็เช่น RSS Feed ครับ

ประเด็นสำคัญที่ควรระวังเมื่อจะใช้ Permission Marketing ก็คือ

1. ให้ผู้รับสารเลือกช่องทางการรับสารได้เอง

2. ให้ผู้รับสารเลือกสารที่ต้องการได้เอง

3. ให้ผู้รับสารเลือกเวลา ความถี่ของการรับสารได้เอง

4. นำเสนอสินค้าของเรา โดยไม่ยัดเยียด

ลองดูตัวอย่างของ Email ฉบับนั้นกันครับ…

10 เรื่อง ที่คุณยังไม่รู้กับ Transformers 2 เวอร์ชั่นไอแมกซ์

Transformers-02

1. หนังเรื่องนี้เป็นภาคต่อที่ใช้กราฟฟิกเยอะมากจากเดิมเพียง 15 เทราไบท์ เพิ่มขึ้นเป็น 140 เทราไบท์ หรือเกือบ 10 เท่าตัวจากภาคที่แล้ว ภาพส่วนใหญ่ในเรื่องจะเป็น CG เป็นหลัก และที่เปลือง CG มากสุดก็เป็นเวอร์ชั่นไอแมกซ์ เพราะเรโซลูชั่นสูงและพื้นที่การฉายเยอะกว่าปกติ

2. ทรานส์ฟอร์เมอรส์ 2 มีเวอร์ชั่นไอแมกซ์ ที่ถ่ายด้วยกล้องไอแมกซ์เหมือนปีที่แล้วที่มีเรื่อง ดาร์กไนท์
ก็คือเต็มจอไอแมกซ์ทุกทิศทุกทางในฉากกล้องไอแมกซ์ และฉาก ธรรมดาจะเป็นระบบ DMR แปลงมาจาก 35 มม. ซึ่งก็จะยักษ์กว่าโรงปกติอยู่ดี

3. เวอร์ชั่นไอแมกซ์จะมีฉากพิเศษที่โรงปกติไม่มี เอฟเฟกซ์ต่างๆเยอะกว่า ยาวกว่าแค่ไหน เบย์ยังไม่เปิดเผย

4. ไมเคิล เบย์ ผกก. แอบบ่นอุบว่า เวอร์ชั่นไอแมกซ์เปลืองเวลาทำงานเค้ามากและต้องนอน เทียงคืนทุกคืนต่อกันหลายสัปดาห์แบบนันสต๊อป
เพื่อทำเอฟเฟกซ์ เรนเดอร์กันเยอะ ถึง 40K เลยทีเดียว และแน่นอน จอใหญ่กว่าก็เปลือง เรโซลูชั่นสูงกว่า

5. จอไอแมกซ์ใหญ่มาก ประมาณ 28 เมตร x 20 เมตร หรือ 560 ตารางเมตร หรือ เท่ากับทีวี 1380 นิ้ว (ซื้อไปไว้ที่บ้านสักอันไหม)
อยากทำจอเองที่บ้านได้ไปซือ้ทีวี 40 นิ้วมาวางกัน 875 เครื่องนะจ๊ะ

6. เนื่องจากผืนผ้าจอไอแมกซ์ใหญ่มาก ไมเคิลเบย์ซื้อคอมมานั่งเรนเดอร์กราฟฟิก CG ทีสร้างขึ้นมาโดยเฉพาะหนังเรื่องนี้มีหุ่นทั้งหมด 42 ตัว จำชื่อกันไม่หวาดไม่ไหว ใครอยากรู้ชื่อไปซื้อหนังสือมาอ่านกันก่อน

7. ไมเคิลเบย์ กล่าวหาว่า แมคจี ผู้กำกับคนเหล็ก 4 ก๊อปหุ่นของทรานส์ฟอร์เมอรส์ 2 ไปใช้ใน คนเหล็ก 4 หลายตัว
งานนี้ แมคจี ออกมาโต้กลับว่าเป้นแค่ความบังเอิญ เหมือนกันแค่ไหนต้องไปพิสูจน์กันในโรง

8. ที่ว่าดิจิตอล คมชัดกว่าฟิลม์นั้นไม่จริง เพราะดิจิตอลเมืองไทยสูงสุด คือ 2K ส่วนไอแมกซ์เป็นฟิลม์ก็จริงแต่ 8K หรือ คมกว่า 4 เท่าของดิจิตอล

9. ทรานส์ฟอร์เมอรส์ 2 นั้นเป็นหนังฟอรม์ยักษ์จริง ๆ ขนาด แฮรี่พอตเตอร์ ที่คงกระพันมายาวนานถึง 6 ภาคยังต้องหลบ ที่อเมริกานั้น ชาวอเมริกันเศร้าโศกกันอย่างมากเมื่อทราบข่าวว่า แฮรี่เวอร์ชั่นสามมิติไอแมกซ์จะโดนเลื่อนฉายไป 2 สัปดาห์ เนื่องจาก ทรานส์ฟอร์เมอรส์ 2 เข้าฉายก่อนเพียงไม่กี่สัปดาห์ แต่ข่าวดีสำหรับคนไทยคือ เมืองไทยยังโชคดี ได้ดูทั้ง 2 เรื่องแบบไม่มีโรคเลื่อน

10. คุณอ่านเมล์ฉบับนี้จบยังไม่อยากจะไปดูหนังเรื่องนี้อีกเหรอ เจอกัน 23 มิถุนายนนี้

UP

Posted by bangkokian | Movie Marketing, New Marketing | Friday 19 June 2009 1:31 pm

UP-3D

ผมไปดู UP มาเมื่ออาทิตย์ก่อนหน้านี้ โดยส่วนตัวแล้วผมเป็นคนที่ไม่ค่อยชอบดู Animation เท่าไร จนกระทั่งเริ่มมาเรียนในเรื่องเกี่ยวกับ IT จึงเริ่มหันมาสนใจเรื่องของการใช้ technology ในงานกราฟฟิค และ animation ต่างๆ แต่ก็เป็นความสนใจในแง่ของความชอบที่จะดู แต่ยังไม่เคยคิดที่จะไปทำ

ผมรู้สึกถึงการเติบโตที่รวดเร็วมากๆของอุตสาหกรรมภาพยนตร์ในทุกวันนี้ผ่านทาง UP

ไม่ได้แปลว่า UP มีเนื้อหาอะไรที่เล่าถึงความไฮเทคอลังการแบบ Wall-E แต่ที่ผมรู้สึกก็เพราะว่าเทคโนโลยี 3 มิติ ที่ถูกนำเข้ามาใช้งานกับ UP

จริงๆแล้วเทคโนโลยี 3 มิตินี่มีมานานหลักเป็นสิบปีแล้ว ครั้งแรกที่ผมได้ดูภาพยนตร์ 3 มิติในโรงภาพยนตร์ จำได้ว่าเป็นที่ต่างประเทศ คือที่ Euro Disney ประเทศฝรั่งเศส เรื่องที่ได้ชมนี่น่าจะเป็น Moon Walker (รึเปล่านี่??? แต่มี Michael Jackson เป็นพระเอกในภาพยนตร์เรื่องนั้น)

Feel Good Product

มีสิ่งหนึ่งทีผมค่อนข้างชื่นชอบเกี่ยวกับภาพยนตร์ของ Disney มานานแล้ว นั่นก็คือเรื่องของการเป็น “สินค้่ารู้สึกดี” ตั้งแต่เด็กมาผมจำได้ว่าเวลาดูเรื่องราวของ Disney แล้วมักจะรู้สึกอิ่มเอิบอะไรสักอย่าง ถึงแม้จะไม่ใช่แฟน Animation มากนัก แต่ก็ยังรู้สึกดีๆจากเนื้อหาของภาพยนตร์เสมอ

ซึ่งนี่แหละคือจุดแข็งจุดหนึ่งของภาพยนตร์ (แนว animation) Disney!

UP ได้นำช่องทางทาง new media มาใช้หลายๆอย่างอย่างเช่น ตัวอย่างหนึ่งที่ผมสนใจมากๆก็คือ series เรื่อง Upisode ที่ทาง disney ได้นำ UP เวอร์ชั่นที่ถูกตัดตอนมาเป็นช่วงๆ สั้นๆ มาโปรโมทผ่านทาง YouTube

ข้อดีที่สินค้ารูปแบบของภาพยนตร์นำ New Media มาใช้นั้นก็คือการลดต้นทุนในเรื่องการทำ preview ในรูปแบบเก่า

ลองมองย้อนไปในยุคก่อนปี 1990 การที่ภาพยนตร์แต่ละเรื่องจะเข้าถึงลูกค้าของตนเองนั้นค่อนข้างจะมีช่องทางจำกัด และมีต้นทุนที่เรียกได้ว่าสูง เช่นภาพยนตร์หนึ่งเรื่องมี preview เพียงแค่ 1 แบบ

การที่ผู้ชมจะได้ซึมซับกับภาพยนตร์สักเรื่องจึงเป็นไปได้ยาก

การใช้เทคโนโลยี New Media จำพวก Video จึงช่วยสร้าง Emotional Attached ให้กับสินค้าจำพวกภาพยนตร์ได้ดีนั่นเอง

การสร้างฐานแฟนด้วยความผูกพันธ์ น่าจะเป็นแนวทางหนึ่งในการทำการตลาดในยุคที่ผู้บริโภคใจง่ายอย่างทุกวันนี้ครับ :D

เมื่อ Wolverine ติดไข้หวัดหมู

Posted by bangkokian | Bangkokian Talks, Movie Marketing, New Marketing | Thursday 30 April 2009 7:31 am

x-men-origins-wolverine

ฃิ่อ blog วันนี้คงเป็นเรื่องขำขันระดับโลก ถ้ามันเป็นมุขตลกป่วยๆ แต่คงไม่ตลกแน่ๆถ้าเป็นเรื่องจริงๆ

เรื่องบางเรื่องเป็นเรื่องที่นักการตลาดอย่างๆเราไปคาดคะเนไม่ได้จริงๆ

และเรื่องบางเรื่องมันก็ดูห่างไกล จนเราไม่เคยเอามาทำ scenario planing ว่าจะเป็นอย่างไรถ้าเกิดเหตุการณ์อย่างนู้นอย่างนี้

ทีมงานของ 20th Centuries Fox คงไม่คาดคิดว่าไข้หวัดแปลกๆสายพันธุ์หนึ่ง (ที่ว่าแปลกเพราะเราไม่ค่อยได้รู้จักเกี่ยวกับมันเท่าไร ทั้งๆที่มันมีมานานแล้ว) จะมาเป็นตัวอุปสรรคหนัง summer เรื่องใหญ่ที่ทางค่ายวางแผนเอาไว้ว่าจะกอบกู้เงินก้อนยักต์ในช่วงฤดูร้อนนี้จากทั่วโลก

Swine Flu หรือ Mexican Flu ซึ่งเป็นไข้หวัดที่มีรหัสพันธุกรรมของหมูและคนผสมๆกันอยู่ แต่ไม่ได้ติดจากการกินหมูแต่อย่างใด

ซึ่งในตอนนี้กลายเป็นกระแสโลกไปแล้วถึงความน่ากลัวที่เกิดจากการแพร่กระจาย และจำนวนคนตายร่วมร้อยกว่าคนในตอนนี้

ด้วยกระแสความหวาดกลัวอยู่ลึกๆ รวมทั้งการออกข่าวว่า โรงหนังเป็นหนึ่งในสถานที่สุ่มเสี่ยงต่อการติดโรค

ให้ตายเถอะ Wolverine จะออกฉายทั่วโลกต้นเดือน พค. แล้วนะท่าน!!!

มันส่งผลกระทบต่อยอดขายตั๋วอย่างแน่นอน

ลองคิดกันดูว่ารูปแบบการสร้างภาพยนตร์ของอเมริกานั้น จะสร้างภาคต่อกันจากรายได้ภาคแรก ถ้าเกิดว่า X-Men Origins: Wolverine ทำรายได้ได้แย่จริงๆล่ะ??

ภาคต่อต่างๆที่จะตามมาคงถูกนำมาคิดกันใหม่เป็นการใหญ่เป็นแน่ถ้ารายได้ไม่คุ้มกับทุนสร้าง

อย่างไรก็ตาม…

ผมว่าพรุ่งนี้ผมจะไปลองเสี่ยงกับไข้หวัดเม็กซิโกดู

ก็ผมเป็นแฟน Gambit นี่!!!

M for Marketing, Movie and Money - ตอนที่ 2 The Dark Knight

Posted by bangkokian | Movie Marketing, New Marketing | Monday 29 December 2008 3:19 pm

เมื่อวันที่ Super Hero จะฟาดฟันเอา OSCAR

 

darkknight-oscar

 

ผลัดวันประกันพรุ่งมาหลายเดือน ไม่ใช่แค่เรื่องอัพบล็อคนี้ให้น้องชายคนสนิทได้อ่านตามสัญญา ยังอีกทั้งเรื่องการผลัดวันส่งงานต้นฉบับให้กับท่าน บก. ที่เคารพรัก แถมเรื่องงานที่หนักหนามากขึ้น พร้อมภาระที่มากขึ้นอย่างหนักหนา ดีที่เรื่องการสอบมิดเทอมจบไปแล้วเรื่องหนึ่ง พอมีเวลาหายใจได้อีกสักสองอาทิตย์ก่อนที่จะเผชิญหน้าคลื่นระลอกใหม่ วันนี้ผมก็เลยถือโอกาสนำเรื่องที่เขียนค้างไว้ประมาณหกเดือนมาปัดๆให้อ่านกันซักที

คงไม่ต้องเกริ่นเรื่องของ Dark Knight ให้ท่านผู้อ่านได้ทราบกันมากนักกระมัง เพราะหนังเรื่องนี้ดังในระดับที่น่าจะเคยได้ยินผ่านหูกันมาบ้างแล้วผมว่า คร่าวๆ Dark Knight ก็คือภาคต่อของ Batman ในการกำกับของ Christopher Nolan ซึ่งดังไม่ดังขนาดไหนนี่ผมรู้แต่ว่าหนังเรื่องนี้ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล Oscar ในปีนี้ ซึ่งคงการันตีความมีคุณภาพและความดังของหนังได้ในระดับหนึ่ง

darkknight-baledarkknight-best picture

darkknight-jokerdarkknight-oscar-02

สิ่งที่หนังซุปเปอร์ฮีโร่ชอบที่จะทำกันนั้น ก็คือการแอบสอดแทรกอะไรสักอย่างเพื่อจะสร้าง Buzz ขึ้นมาไว้ภายในตัวหนังเอง และระหว่างการโปรโมท สำหรับซีรีย์หนังเรื่อง Batman นั้น หนึ่งในกลยุทธ์ที่ทีมงานและผู้กำกับได้เข้ามาสร้างเอาไว้เกี่ยวกับ website ของตัวหนังนั้นก็คือการสร้าง Emotional Marketing ให้กับกลุ่มแฟนๆ ด้วยการอัพเดทรายละเอียดต่างๆเข้าไปในเวปทีละเล๊กละน้อย โดยปกติแล้วคนที่เข้าไปดูเวปไซต์ของหนังนั้นมักจะมีอัตราการ Return ต่ำ เนื่องจากว่าคนที่เข้าไปดูนั้นมีความต้องการที่ชัดเจนในการเข้าชม เวปไซต์อยู่แล้วเช่น

- เพื่ออ่านเรื่องย่อ (Synopsis) ของหนัง
- เพื่อดูรายละเอียดของทีมงาน
- เพื่อดูรายละเอียดของทีมนักแสดง
- เพื่อดาวน์โหลดของต่างๆ (wallpaper, icon. screen saver, etc…)

ดังนั้นเพื่อเพิ่ม return rate ของการเข้ามาใช้งาน เวปไซต์ (เพื่อสร้างโอกาสให้ขายหนังให้กับผู้ติดตามได้มากขึ้น) ทีมงานจึงได้มีการสร้างเวปไซต์ที่เกี่ยวข้องกับตัวละครในหนังออกมามากมาย เช่น เวปไซต์ของ Harvey Dent หนึงในตัวเอกของเรื่อง และเวปไซต์ของ Joker ตัวร้ายของเรื่อง

และหลังจากนั้นก็ให้ Joker เข้าไปปั่นป่วนในเวปไซต์เหล่านั้น เช่นในเวปไซต์ของ Harvey Dent ตามด้านล่างนี้

friendsofharveydent.org-01 www.ibelieveinharveydent.com-01

Before

After

  

นอกจากนั้น ก็ยังมีการปล่อยข่าวพูดถึงเรื่องนู้นเรื่องนี้ที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคตตามหนังสือพิมพ์ออนไลน์ที่เผยแพร่ในเวปไซต์ต่างๆที่เกี่ยวข้องในหนัง เช่น

Iceburgh-Lounge Edward-Nigma 
มีการพูดถึง Iceberg Lounge ซึ่งเป็นธุรกิจของมนุษย์เพนกวิน! มีการพูดถึง Edward Nashton ซึ่งก็คือ Edward Nigma หรือ The Riddle มนุษย์ปริศนานั่นเอง
Death-press Death-kiss
ลองกดดูครับ นี่เป็นตัวอย่างของหนังสือพิมพ์ที่เผยแพร่ใน internet

วันนี้ก็ถือว่ามาคุยกันสนุกๆนะครับ ไม่ต้องทฤษฎีอะไรมากๆ วันนี้อ่านเอามันส์ละกันครับ :D

 

อ่านเรื่องที่เกี่ยวข้อง

M for Marketing, Movie and Money - ตอนที่ 1 Cloverfield

Alien Marketing : The Day the Earth Stood Still

Posted by bangkokian | Movie Marketing, New Marketing | Thursday 18 December 2008 3:23 pm

The-Day-The-Earth-Stood-Still ผมคงไม่มีโอกาสได้ไปดูหนังเรื่องนี้ เนื่องด้วยภารกิจมากมายที่ต้องแบกรับจนล้นบ่าในช่วงปลายปี ซึ่งคาดว่ากว่าจะเคลียร์จนหมดสิ้นได้ หนังก็อาจจะลาโลงไปเรียบร้อยแล้ว อย่างไรก็ตามผมก็แอบติดตามข้อมูลของหนังเรื่องนี้อยู่อย่างต่อเนื่อง เป็นเพราะความชอบส่วนตัวเกี่ยวกับเรื่องของมนุษย์ต่างดาว จนเมื่อวันก่อนได้รับข่าวสารอันหนึ่งที่ แปลก และ แหวก ความคิดของมนุษย์สามัญทั่วไปจริงๆ

เพราะว่าเมื่อวันที่ 12 ธันวาคมที่ผ่านมา (วันเดียวกับทีหนังเข้าฉาย) 20th Centuries Fox ได้ทำการส่งสัญญาณของหนังเรื่องนี้ออกไปสู่อวกาศ ซึ่งทำให้หนัง “The Day the Earth Stood Still” เป็นหนังจากโลกเรื่องแรกที่จะฉายให้ทั้งจักรวาลดู

ผมอ่านเจอบทความเดียวกันนี้จาก web ของคุณ Jediyuth จึงขอนำบางส่วนของบทความมาใช้ครับ

“ถ้าคุณเป็นเอเลี่ยนแล้วมีดาวอยู่แถวอัลฟ่า เซ็นทูรี คุณจะได้ชมหนังเรื่องนี้ในอีกสี่ปีเมื่อหนังส่งสัญญาณไปถึงในปี 2012 และถ้าคุณเป็นนักวิจารณ์ต่างดาวอยู่แถวนั้น คงเป็นอีกสี่ปีกว่าจะส่งบทวิจารณ์มาถึงโลกครับ บรูซ สไนเดอร์ ประธานฝ่ายจัดจำหน่ายในประเทศของฟ็อกซ์ให้ความเห็นต่อการฉายหนังประวัติศาสตร์ครั้งนี้ว่า “เราที่ฟ็อกซ์ชอบที่จะคิดใหญ่เข้าไว้ แล้วอะไรจะใหญ่กว่าการฉายหนังออกไปในจักรวาลล่ะ เรามุ่งหวังที่จะให้เพื่อนบ้านของเราในกาแล็กซีแถบอัลฟ่า เซ็นทูรี ได้ชม The Day the Earth Stood Still แล้วคาดหวังที่จะได้รับการตอบรับจากพวกเขาในอีกแปดปีจากนี้”

แหม ฉายให้มนุษย์ต่างดาวดูฟรี แต่กับทีคนบนโลกกลับเก็บเงิน”

เดี๋ยวนี้การทำโปรโมชั่นของหนังแต่ละเรื่อง มันกินกันไม่ลงจริงๆ!

ข้อมูลจาก

NYtimes

Jediyuth

M for Marketing, Movie and Money - ตอนที่ 1 Cloverfield

Posted by bangkokian | Movie Marketing, New Marketing | Saturday 23 August 2008 4:05 pm

ชอบดูหนังกันมั้ยครับ? ผมป็นคนหนึ่งที่ชื่นชอบการดูหนัง หรือ ชมภาพยนตร์ เป็นอย่างมาก ทั้งการดูในโรงภาพยนตร์ บางเรื่องก็เพียงรอบ บางเรื่องถึงสามรอบก็มี หรือ การซื้อแผ่น DVD ภาพยนตร์มาเก็บสะสมไว้

ด้วยการที่มีความชื่นชอบในระดับที่ถือว่ามากระดับหนึ่ง ผมจึงชอบที่จะหาข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับภาพยนตร์ผ่านทางสื่อต่างๆอยู่เสมอๆ

ในโลกของ New Marketing การเลือกสื่อต่างๆที่ผู้สร้างภาพยนตร์ และค่ายหนัง จะทำการโปรโมทภาพยนตร์ของตัวเองจึงมีทางเลือกมากมาย และยังสามารถสร้างกระแส (BUZZ) ให้แก่ภาพยนตร์ของตนเองได้ตั้งแต่ก่อนที่ภาพยนตร์ของตนเองจะเข้าฉายในโรง

ในปีที่ผ่านมานี้ ผมมีภาพยนตร์อยู่สองเรื่องที่ผมรู้สึกว่า เจ๋ง ในเรื่องของการประชาสัมพันธ์ มันเจ๋งจนเรียกว่า พลิกมิติ ของการโปรโมทหนังกัน (อย่างนั้น) เลยทีเดียว

ภาพยนตร์ที่ผมกล่าวถึงทั้งสองเรื่องนั้นก็คือ

Cloverfield ของ JJ.Abram และ Dark Knight ของ Christopher Nolan สำหรับทั้งสองเรื่องนี่ เขามีการโปรโมทหนังของตัวเองกันเรียกว่าระดับ เป็นปี ก่อนที่หนังจะฉายเลยครับ โดยเฉพาะเรื่องแรก (Cloverfield) ที่ผมนับถือการโปรโมทของเขามากๆ เพราะ side story ของเขานี่เป็นจักรวาลที่ซ้อนอยู่กับจักรวาลของเราเลยจริงๆ (แฟนการ์ตูนฮีโร่อเมริกัน คงจะนึกภาพออกนะครับ)

เพื่อไม่ให้ blog นี้ยาวมากเกินไป ผมจะขอเล่าเรื่องของ Cloverfiled เพียวๆ เพียงอย่างเดียวก่อนหนึ่งตอน และในตอนหน้า จะเป็นเรื่องของ Dark Knight เรามาลองดูกันดีกว่าว่าเขาทำอะไรกันบ้าง

ให้ความสงสัยครอบงำลูกค้าของคุณ

Cloverfield เป็นภาพยนตร์ที่นำเสนอเรื่องของกลุ่มคนกลุ่มหนึ่ง ซึ่งตกอยู่ภายในสถานการณ์ สัตว์ประหลาดบุกเมือง เริ่มเรื่องด้วยการถ่ายภาพ และตัดภาพด้วยมุมกล้องแบบบุคคลที่ 1 ซึ่งอาจจะสร้างความมึนงงให้กับผู้ชมบางวัย หรือบางกลุ่ม ที่ไม่คุ้นเคยกับมุมกล้องแบบนี้พอสมควร

ตัวเอกคือชายหนุ่มชื่อ Rob ซึ่งต้องกำลังมีปาร์ตี้เลี้ยงฉลองการได้งานใหม่ ในตำแหน่งรองผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดให้กับบริษัท Tagurato ซึ่งขายเครื่องดื่มชื่อว่า Slusho ซึ่งเป็นเครื่องดื่มที่โด่งดังมากๆ ของญี่ปุ่น และกำลังจะบุกตลาดเข้ามาในอเมริกา

ระหว่างงานเลี้ยงนั่นเอง ก็เกิดเหตุการณ์ระเบิดอย่างไม่รู้ที่มา ทำให้ไฟฟ้าดับไปทั่ว …และนั่นคือที่มาของความโกลาหลที่กลุ่มตัวเองต้องฟันฟ่าเพื่อหาทางออกจากเกาะแมนฮัตตัน

ตั้งแต่ต้นจนจบ …มีปริศนามากมายที่ถูกทิ้งเอาไว้ค้างคาให้ผู้ชมเข้าใจกันไปต่างๆนาๆ เรียกได้ว่าเป็นการจบแบบปลายเปิดจริงๆ เพราะว่า หนังไม่บอกว่า

…สัตว์ประหลาดมาจากไหน
…มีใครรอด มีใครตาย
…สัตว์ประหลาดหายไปไหน
…เกิดอะไรขึ้นกับโลก
…#@!?

หลายๆคนอาจจะไม่ชอบที่ตัวหนังไม่ได้เฉลยอะไรเลย

แต่สำหรับแฟนๆที่เริ่มได้กลิ่นตุๆ หรือเอะใจ หรือเริ่มมีข้อสงสัยกับตัวหนัง จนเริ่มค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับ Cloverfield

คุณจะพบว่า คำตอบ (ส่วนหนึ่ง) มันถูกปูเกริ่นเรื่องไปแล้วตั้งแต่ก่อนหนังจะเข้าฉาย (เกือบปี) และแน่นอนคุณจะต้องตื่นเต้นไปกับเรื่องราวของ Cloverfield

มี wording หลายๆคำที่ถูกยกเข้ามาเกี่ยวข้องกับ Cloverfield ก่อนภาพยนตร์เริ่มออกฉาย เช่น

- Slusho
- Tagurato
- 1-18-08
- Jamie and Teddy
- Oil Rig Sink
- etc.

ลองดูคลิปด้านล่างครับ เป็นคลิปข่าวแท่นขุดน้ำมันแห่งหนึ่งในมหาสมุทรแอตแลนติค ชื่อว่า Chuai Station จมลงเมื่อช่วงต้นปี 2008

 
 
 

ในตอนแรกที่ข่าวนี้ออกมา หลายๆคนก็ปักใจเชื่อว่าเป็นเรื่องจริง หลายๆคนดูแล้วก็ผ่านไป แต่หากศึกษาข้อมูลดีๆแล้ว คุณจะรู้ข้อมูลได้ไม่ยาก (ผ่านทาง internet) เลยว่า Chuai Station นี่เป็นของบริษัท Tagurato ซึ่งเป็นเจ้าของเดียวกันกับเครื่องดื่ม Slusho ที่พระเอกกำลังจะไปทำงาน (เริ่มมีความเกี่ยวโยงแล้วเห็นมั้ยครับ)

tagurato-01 

ทีนี้ย้อนกลับมาเมื่อต้นปี 2007 Myspace.com ก็ได้มีสมาชิกใหม่เพิ่มขึ้นใน Community ของเขาคือ ตัวเอกของภาพยนตร์ Cloverfield เช่น Beth นางเอกของเรื่องและผองเพื่อน

นอกจากนั้นใน website 1-18-08 (ซึ่งเลข 1-18-08 ก็คือเลขวันฉายหนังเรื่อง Cloverfield นั่นเอง) ก็มีการนำรูปภาพต่างๆที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ในเรื่อง Cloverfield มาแสดงให้เห็นทีละภาพๆ เช่น รูปภาพของปลาวาฬที่ถูกชำแหละท้อง รูปเลือดลอยอยู่กลางทะเล รูปแท่นขุดเจาะน้ำมัน รวมถึงรูปของ Teddy ซึ่งเป็นแฟนกับ Jamie ซึ่ง Jamie นี่ก็เป็นเพื่อนที่อยู่ใน friend list ใน myspace ของ Beth นางเอกของเรื่อง

1-18-08

Teddy และ Jamie ไม่ได้มีบทบาทในหนังแต่เพียงอย่างใด แต่ว่าทั้งคู่มี website ส่วนตัวที่รวม คลิปลับๆที่ทั้งคู่ถ่ายไว้เกี่ยวกับส่วนผสมพิเศษที่ใส่ในเครื่องดื่มของ Slusho เครื่องดื่มที่พระเอกกำลังจะไปทำการตลาดให้ภายในหนัง

ดังข้อมูลบางส่วนที่ผมยกมาเล่าให้ฟัง ภาพยนตร์เรื่องนี้ตั้งใจที่จะเล่นกับความสงสัยของผู้บริโภค เพราะว่าคนเรามักจะมีความอยากรู้อยากเห็นในเรื่องราวต่างๆ และถ้าได้รู้เร็วกว่าคนอื่นก็จะยิ่งภูมิใจ

JJ. Abram จึงเลือกใช้ช่องทางที่ผู้บริโภคเป้าหมายของเขา เข้าถึงได้ง่ายที่สุดในปัจจุบันนั่นก็คือ Internet - New Media มาเป็นสื่อกลางในการส่งผ่านข้อมูลนั่นเอง ไม่ว่าจะเป็น

Social Networking ผ่านทาง website
- facebook.com
- myspace.com
- etc.

Video Platform ผ่านทาง website
- YouTube

ให้แฟนหนังช่วยทำการตลาด

ยิ่งเกิดความสงสัยว่า

…สัตว์ประหลาดมาจากไหน ??
…สัตว์ประหลาดคืออะไร ??
…เครื่องดื่ม Slusho คืออะไร ??
…ทำไมสัตว์ประหลาดต้องบุกเกาะแมนฮัตตัน ??
…/?!# ???คนก็ยิ่งค้นหาคำตอบกัน อย่างที่กล่าวไปในด้านบน ยิ่งใครไขความลับได้มากกว่า ก็ยิ่งรูสึกว่าตัวเองเก่ง ตัวเองเด่น

website ของหนังอีก web หนึ่งที่เกิดขึ้นมาก็คือ website ของ บ.ที่พระเอกกำลังจะเข้าไปทำงานอยู่ หรือคือ บ. Slusho นั่นเอง

Website นี้จะเปิดโอกาสให้ผู้ที่เข้าชม ได้มีโอกาสเรียนรู้ถึงผลิตภัณฑ์ตัวต่างๆของ โดยการให้ข้อมูลรสชาติต่างๆของเครื่องดื่ม Slusho และแน่นอน มันมีส่วนเกี่ยวเนื่องกับตัวหนัง คือว่า รสชาติใหม่ที่ทาง บ. กำลังจะเปิดตัว เรียกว่ารสปลาวาฬ มีส่วนผสมมาจากแหล่งลึกลับจากใต้ทะเลลึก!! (เห็นความเกี่ยวเนื่องที่มากขึ้นหรือยังครับ)

slusho-01

พอแฟนหนัง เริ่มค้นหาข้อมูล ก็เริ่มเกิดการแพร่กระจาย และการแบ่งปันข้อมูลไปตาม webboard ต่างๆ อย่างเช่น ในเมืองไทยของเราก็มีผู้รวบรวมข้อมูลเรื่อง cloverfield ไว้ใน pantip.com อยู่มากมายพอสมควร

BUZZ WORD ที่เกิดขึ้นแบบคลื่นใต้น้ำนี้ ก็ดึงให้คนสนใจในตัวภาพยนตร์ เกิดความอยากรู้ ยิ่งปากต่อปาก ใครเจออะไรใหม่ๆก็เอามาเล่าให้คนอื่นๆฟัง ก็ทำให้ยอดตั๋วชมภาพยนตร์เพิ่มขึ้นๆ และท้ายที่สุดก็นำไปสู่รายได้จากการขายผลิตภัณฑ์อื่นๆที่เกี่ยวข้องตามมาอีก อาทิ เช่น DVD, Comic Books, Series เรื่องอื่นๆที่ JJ. มีส่วนเกี่ยวข้องด้วย เช่น HEROES ซึ่งมีฉากหนึ่งใน season ที่สอง ที่ตัวเอกตัวหนึ่งดื่มเครื่องดื่ม slusho อยู่

เห็นมั้ยครับว่า การทำการตลาดที่แยบยลให้หนังสักเรื่องหนึ่ง ก่อให้เกิด BUZZ WORD และนำมาสู่รายได้ในอนาคตที่มากขึ้นๆ

Cloverfield ใช้ทุนในการสร้างไปโดยประมาณอยู่ที่ 25 ล้านเหรียญ US แต่ได้รายได้กลับมาจากการฉายทั้งในประเทศและทั่วโลกมากว่า 170 ล้านเหรียญ US!!! ดูอัตราส่วนต่างซิครับ กำไรกว่า 600 เปอร์เซ็นต์ จะมีธุรกิจไหนในโลกที่สร้างผลกำไรได้ขนาดนี้!

ตอนต่อไปลองมาดูอะไรๆที่ scifi น้อยลง แต่สนุกไม่แพ้กันอย่างการทำการตลาดของ Dark Knight กันครับ :D

TRIVIA : ผกก.เรื่อง Cloverfield คือ Matt Reeves แต่คนกลับพูดถึงชื่อของ JJ. Abram ซึ่งเป็น Producer มากกว่า 

View Charlie Pongsangangan's profile on LinkedIn

Marketing Blogs - BlogCatalog Blog Directory

caverta buy caverta usa buy caverta buy generic caverta cheap caverta caverta generic veega viagra cheap caverta online buy cheap caverta buy cheap generic caverta caverta canada caverta cheap online rx caverta rx review buy caverta 100 mg