Custom Search

Blackle - The Way to Reduce Global Warming

Posted by bangkokian | Cool Stuffs | Tuesday 18 November 2008 4:58 pm

blackle

 

เรื่องนี้อาจจะเก่าไปนิดหน่อยครับ แต่พอดีช่วงนี้ผมทำกรณีศึกษาเกี่ยวกับ Google อยู่ก็เลยขอหยิบยกเรื่องสนุกๆที่ใส่ใจโลกของ Google มาเล่าสู่กันฟังสักนิดหนึ่ง ซึ่งเรื่องนี้ก็คือ Search Engine เพื่อสิ่งแวดล้อมที่เรียกว่า Blackle ครับ

Search engine ตัวนี้ได้เริ่มใช้งานจริงตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2007 ที่ผ่านมา (เกือบ 2 ปีเต็มแล้ว) โดยอิงมาจากทฤษฎีที่ว่า

“การใช้พื้นหลังสีขาวนั้น ทำให้กินไฟประมาณ 75 วัตต์ต่อชั่วโมง”

ดังนั้น Blackle จึงเป็นไปตามชื่อของมันอย่างตรงตัวเลย คือ มีพื้นหลังเป็นสีดำสนิทเพื่อลดอัตรการใช้ไฟฟ้าของคอมพิวเตอร์ลง

ตัว Blackle นั้นเป็นเว็บไซต์ที่มีหน้าตาเหมือนกันกับ www.google.com เกือบเป๊ะ ต่างกันตรงที่พื้นที่หลังของเวบเพจ จะเป็น สีดำ อย่างที่กล่าวมาการใช้พื้นหลังสีดำ จะกินไฟเพียง 15 วัตต์ต่อชั่วโมงซึ่งลดอัตราการใช้ไฟของคอมพิวเตอร์ไปได้ 60 วัตต์ต่อชั่วโฒง

วันหนึ่งๆมีคนกดใช้งาน Search Engine ตัวนี้ไม่ต่ำกว่า 200 ล้านครั้ง ซึ่งน่าจะประหยัดไฟไปได้ถึง 3 พันล้านวัตต์ต่อชั่วโมง
ดังนั้น ใครที่ใช้กูเกิลอยู่บ่อยๆ ลองเปลี่ยนมาเข้าที่
www.blackle.com วิธีง่ายๆที่คุณก็สามารถช่วยลดภาวะโลกร้อนได้

ไปทดลองกันได้เลยครับ >>> www.blackle.com

blackle_inside

จะว่าไป Bangkokian’s World of Marketing ก็เป็น blog เพื่อลดสิ่งแวดล้อมเหมือนกันนะครับนี่

Next Stop, Virtual Reality World…

Posted by bangkokian | New Marketing, Published Articles | Thursday 13 November 2008 2:09 pm

Blue_Mars

โดย ชาลี พงษ์สง่างาน
email :
Charlie.pongsangangan@live.com
blog : http://bangkokian.maxincube.com/

ตั้งแต่ที่ผมได้รับโอกาสมารับผิดชอบการเขียนเนื้อหาในคอลัมน์ Leading Idea ตั้งแต่ช่วงกลางปีที่ผ่านมา ผมก็ประสบปัญหาในการเลือกเรื่องมาลงในคอลัมน์นี้เป็นอย่างมากในแต่ละเดือนๆ เพราะผมมีเรื่องที่อยากจะนำมาเล่าสู่กันฟัง และ แบ่งปันกับเพื่อนๆผู้อ่านอยู่เยอะมากจนเลือกไม่ถูก อีกทั้งเรื่องของสิ่งที่เรียกว่า New Media และ การตลาดที่เกี่ยวข้องกับ IT นั้น มันเป็นสิ่งที่มีการเปลี่ยนแปลงไปด้วยความรวดเร็วมาก จนแทบจะตามกันไม่ทัน พอเข้าใจเรื่องหนึ่ง ยังไม่ทันลงลึกรายละเอียด ก็มีเรื่องใหม่ออกมานำเสนออีกแล้ว

อย่างไรก็ตามในช่วงปลายเดือนกันยายนที่ผ่านไปนั้น มีเหตุการณ์หนึ่งซึ่งสร้างความฮือฮาให้เกิดขึ้นในกลุ่มของผู้ที่มีความสนใจในเรื่องของ New Media อยู่หนึ่งเหตุการณ์ จึงทำให้ผมเลือกที่จะหยิบยกเรื่องที่เรากำลังจะพูดถึงนี้ ขึ้นมาพูดคุยกัน ผมเชื่อว่า เรื่องที่จะนำมาแบ่งปันกันนี้ น่าจะถูกใจเพื่อนๆผู้อ่านกัน ไม่มากก็น้อยอย่างเป็นแน่

Virtual Reality

จากหัวเรื่องที่ผมเกริ่นไปเกี่ยวกับ Virtual Reality หรือเรียกสั้นๆว่า VR นั้น หลายๆท่านก็น่าจะเดาๆได้ลางๆแล้วว่า มันต้องเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับคอมพิวเตอร์เป็นแน่ ก่อนอื่นเรามาดูความหมายของคำนี้กันก่อนดีกว่า

จากคำจำกัดความของพจรานุกรมออนไลน์ Longdo คำว่า Virtual Realty มีความหมายว่า [N] สภาวะเสมือนจริงที่จำลองโดยเทคนิคทางคอมพิวเตอร์ ดังนั้นคงจะไม่ผิดถ้าผมจะขอแปลคำๆนี้สั้นๆว่า “โลกเสมือน”

ผมเคยพูดถึงเรื่องราวของ Virtual Reality เอาไว้ในบทความเรื่อง New Marketing Channel, New Media ใน S+M ฉบับที่ 79 ว่าในกลุ่มเครื่องมือของ New Media นั้นมี Virtual Reality Environment เป็นเครื่องมือหนึ่งที่ประกอบอยู่ในนั้นด้วย

มาในฉบับนี้ผมเลยอยากมาต่อยอดเรื่องราวของโลกเสมือน (Virtual Reality World) นี้กันอย่างลงไปในรายละเอียดมากขึ้น เพราะเชื่อว่าในอนาคตอันใกล้นี้ (ไม่น่าจะเกิน 10 ปี) โลกเสมือนนี้จะมีอิทธิพลในแง่ของการตลาดและธุรกิจในวงกว้างขึ้น และ เห็นภาพชัดกว่าในปัจจุบันนี้เป็นแน่

รู้จัก Virtual Reality

matrix_movie ย้อนไปสักเมื่อปี 1999 ช่วงรอยต่อระหว่างศตวรรษที่ 20 และศตวรรษที่ 21 ผมเชื่อว่าผู้อ่านหลายๆท่าน น่าจะมีโอกาสได้ชม หรือรู้จักกับภาพยนต์เรื่อง The Matrix ของพี่น้องวาชอฟสกี (แลร์รี และ แอนดี) นำแสดงโดยพระเอกชื่อดังในยุคนั้น คีนู รีฟส์ The Matrix กวาดรายได้ไปกว่า 460 ล้านเหรียญจากการฉายในโรงภาพยนตร์ ซึ่งส่งผลให้มีภาคต่อของภาพยนตร์เรื่องนี้ออกมาอีกสองภาคได้แก่ The Matrix Reloaded และ The Matrix Revolution, Animation ที่เกี่ยวข้องอีก 8 ตอน ภายใต้ชื่อ Animatrix และ เกมส์คอมพิวเตอร์ที่เกี่ยวข้องกับเนื้อเรื่องอีก 2 เกมส์ ได้แก่ Enter The Matrix และ The Matrix : Path of Neo

ผมเชื่อว่ามากกว่าครึ่งหนึ่งของผู้ชมที่ได้ชมภาพยนตร์เรื่องนี้จบลง จะเกิดความสงสัย และ งง ว่า อะไรคืออะไร? และ โลกใบไหนคือโลกจริงกันแน่? (เชื่อว่าผู้อ่านของผมทุกท่านได้ชมภาพยนตร์เรื่องนี้แล้วนะครับ) หลายคนบอกว่าภาพยนตร์เรื่องนี้ ดูมันส์ดี สนุกดี แต่ดูไม่ค่อยเข้าใจ ดูไม่ค่อยรู้เรื่อง นี่เป็นกระแสที่เราได้ยินกันในวงกว้างในช่วงนั้น เหตุผลก็เพราะว่าผู้ชมส่วนใหญ่ในตอนนั้น ยังไม่ค่อยเข้าใจในแนวคิดของ “โลกเสมือน”

ผมขอกล่าวโดยสรุปว่าสิ่งที่ภาพยนตร์เรื่อง The Matrix พยายามนำเสนอนั้น นั่นแหละคือตัวอย่างของ โลกเสมือน แบบสมบูรณ์แบบครับ

ซึ่งจริงๆแล้ว ก่อนหน้าที่ภาพยนตร์เรื่อง The Matrix จะเข้าฉายในโรงภาพยนตร์ ก็มีภาพยนตร์แนวๆนี้ (แนวที่พูดถึงโลกเสมือน) แต่อาจจะไม่ได้เป็นที่รู้จักแบบวงกว้างในหมู่คนไทย แพร่หลายอยู่แล้ว เช่น Brainstorm (1983) และ Lawnmowers Man (1992)

ดังนั้นหากจะย้อนความไปหาจุดกำเนิดของแนวคิด โลกเสมือน ก็คงจะพอกล่าวได้ว่า แนวคิด และ จินตนาการเรื่อง โลกเสมือนนี่เกิดขึ้นมาตั้งแต่ช่วงยุค 50 ที่มีการพูดถึงเรื่องโรงหนังเสมือนจริง (Experience Theater) แต่มาบูมเป็นชิ้นเป็นอันจริงๆก็ในช่วงยุค 90 ซึ่งเครื่องคอมพิวเตอร์เริ่มเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันของคนมากขึ้น

ส่วนที่มาของคำว่า Virtual Reality นั้น โดยส่วนมากแล้วจะถูกอ้างอิงไปว่ากำเนิดมาจาก นิยายวิทยาศาสตร์เรื่อง The Judas Mandala ซึ่งเขียนเกี่ยวกับเรื่องของมนุษย์ในปี 2009 (ปีหน้าแล้วซินี่??) ของ Damien Broderick นักเขียนนิยายแนววิทยาศาสตร์ชาว ออสเตรเลีย Broderick ได้เขียนนิยายเรื่องนี้ขึ้นในปี 1982

นอกจากนั้นในนวนิยายอีกหลายเรื่องก็พูดถึงแนวคิดนี้กันเป็นอย่างมาก อย่างในซีรียส์ของนวนิยายเรื่อง Pendragon ซึ่งประพันธ์โดย D.J. MacHale เล่มที่สี่ ตอน Reality Bug ก็มีการพูดถึงโลกแห่งหนึ่งที่มีชื่อว่า วีล๊อกซ์ โลกแห่งนี้เป็นโลกที่คนทุกๆคนเข้าไปอยู่ในโลกเสมือนกันจนหมด จนโลกจริงๆ รกร้างเพราะทุกๆคนไม่มีใครอยากอยู่ ระบบเศรษฐกิจก็พังเพราะไม่มีทั้งเกษตรกรจะปลูกข้าว เลี้ยงสัตว์ ไม่มีผู้ผลิตสินค้าต่างๆ มองดูอาจจะไกลเกินที่เราคาดคิดว่าจะเกิดขึ้น

แต่รู้มั้ยครับว่า เหตุการณ์ที่คล้ายๆ กันนี้ ได้เกิดขึ้นแล้วในประเทศสหรัฐอเมริกา ถึงแม้ว่าความรุนแรง และความเสียหายจะยังไม่ได้เทียบเท่ากับที่นวนิยายได้พูดถึง แต่ผลกระทบที่เกิดใน โลกเสมือน แล้วส่งผลมาสู่โลกจริงก็ได้เกิดขึ้นมาแล้ว นั่นก็คือการที่กระทรวงพาณิชย์ของอเมริกาต้องขอเข้ามาแทรกแซงการเปิดกิจการธนาคารในโลกเสมือนแห่งหนึ่งที่เรียกว่า Second Life เพราะว่ามีการให้อัตราดอกเบี้ยที่สูงกว่าอัตราดอกเบี้ย ในโลกจริง จนเมื่อต้นปี 2008 ที่ผ่านมาได้มีการออกกฎหมายให้ทีมงานของ Second Life ทำการตรวจสอบผู้ที่ต้องการจะเปิดธนาคารใน Second Life ว่าจะต้องมีการจดทะเบียนธนาคาร ที่สามารถตรวจสอบได้ในโลกจริงเท่านั้น ดังนั้น เรามารู้จัก Second Life กันสักหน่อยดีกว่าครับ

secondlife_logo

Second Life โลกเสมือน ที่จับต้องได้จริง

Second Life ที่ผมพูดถึงไปด้านบนนั้น จัดได้ว่าเป็นหนึ่งในสุดยอดของ โลกเสมือน ที่มีการให้บริการใน Internet ซึ่งถือกำเนิดขึ้นมาจาก Linden Laboratory (Linden Lab) ในปี 2003 ด้วยแนวคิดที่ว่าต้องการสร้างสังคมออนไลน์ (Online Community) ที่มีลักษณะเหมือนกับโลกจริงของเราให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ในทุกๆเรื่อง

Linden Lab จึงคิดระบบที่จะทำให้เกิด Demand และ Supply ตามหลักพื้นฐานของเศรษฐศาสตร์ ที่กล่าวไว้ว่า

มนุษย์มีความต้องการที่ไม่สิ้นสุด ทรัพยากรธรรมชาติมีจำนวนจำกัด เราจะใช้ทรัพยากรธรรมชาติให้เกิดประสิทธิภาพอย่างไรสูงสุด”

ดังนั้นในโลกของ Second Life นั้นจะมีพื้นที่อยู่อย่างจำกัด และจะไม่มีการขยายขนาดพื้นที่ ในช่วงแรกที่ Second Life เริ่มเปิดตัว (ในปัจจุบันมีการให้บริการซื้อและสร้างที่ดินเพิ่มแล้ว) Linden Lab ได้ใช้หลัก Demand และ Supply มากำหนดมูลค่าของเงินตราที่ใช้ในโลก Second Life ที่เรียกว่า Linden Dollar (L$) ซึ่งเช็คราคาได้ที่ LindeX Exchange สำหรับราคาแลกเปลี่ยนประจำวัน ในตอนที่ผมเขียนเรื่องอยู่นี้ (1ตุลาคม 2551) อยู่ที่ 1 US$ ต่อ 263 L$ (ซึ่งค่า L$ ก็อ่อนตัวลงตามสภาวการณ์ที่แข็งตัวขึ้นของค่าเงิน US$ ของอเมริกาไปด้วย จากข้อมูลในเดือน พฤษภาคม 1 US$ จะแลกได้ประมาณ 184 L$ เริ่มเห็นหรือยังครับ ว่ามันมีความเกี่ยวเนื่องที่เป็นสาระสำคัญอยู่ระหว่าง โลกจริง และ โลกเสมือน)

เราจะเรียก ผู้เล่นใน Second Life ว่า Avatar ซึ่งแปลเป็นภาษาไทยได้ว่า อวตาร หรือ ร่างที่แบ่งภาคออกมา เราสามารถปรับเปลี่ยน Avatar ของเราให้มีลักษณะเป็นไปตามที่เราต้องการได้ ตั้งแต่เป็นคนปกติ มนุษย์ต่างดาว หรือแม้กระทั่งหุ่นยนต์

Second-Life ใน Second Life เราสามารถที่จะเลือกอาชีพได้หลากหลายมากมายตั้งแต่ตำรวจ พ่อค้า เกษตรกร จนถึง โสเภณี ด้วยความที่ Second Life พยายามที่จะให้ โลกเสมือน ใกล้เคียงกับ โลกจริงมากที่สุด และด้วยจำนวนผู้เล่นที่มากมายกว่า 15,000,000 คน จึงทำให้ Second Life กลายเป็น ช่องทางทางการตลาด ช่องหนึ่งที่นักการตลาดเข้าไปทำการกับผู้บริโภคกันอย่างสนุกสนาน (สนุกสนานจริงๆนะครับ) นอกจากนั้นบริษัท และองค์กรต่างๆทั้งใหญ่ และเล็ก ก็นึกสนุกหันมาทำกิจกรรมทางธุรกิจต่างๆกันมากมาย เช่น

- KPMG บริษัทยักษ์ใหญ่ระดับ BIG4 ผู้ให้บริการด้านคำปรึกษา ได้ทำโครงการเปิดรับสมัครพนักงานโดยผ่านทางช่องทางใน Second Life ในปี 2007 ที่ผ่านมา โดยผู้สมัครต้องเข้าไปยื่นใบสมัคร ภายในงานที่จัดขึ้น ผลที่ได้รับจากงานในครั้งนั้น Alison Heron ผู้จักการฝ่ายบุคคล ของ KPMG ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นทีชื่นชมถึงความสำเร็จที่เกิดขึ้น เพราะว่า บริษัท ได้มีโอกาสที่จะได้พบปะกับผู้คนใหม่ๆมากขึ้นกว่าการจัดงานรูปแบบเดิมๆใน โลกจริง

Kelly Services บริษัทจัดหางานสัญชาติอเมริกันชื่อดังระดับ Fortune 500 ได้เปิดสาขาของบริษัทไว้ใน Second Life เพื่อที่จะให้ Avatar ได้ทำการหางานผ่านทาง Second Life

 Kelly-Services

- Jay-Z นักร้องเพลง Rap ชื่อดังเจ้าของรางวัลแกรมมี่หลายรางวัล ก็เคยจัด Virtual Concert ใน Second Life พร้อมๆกับ Concert จริงของเขา โดยบนเวทีของ Virtual Concert ก็จะมี Logo ของ Pontiac บริษัทรถยนต์ของอเมริกาเป็น Sponsor อยู่ด้วย ซึ่งก็เป็นช่องทางที่ Pontiac จะได้โฆษณาให้กับ Avatar ที่เข้ามาดูได้อีกทางหนึ่ง

Jay-Z

- มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ (ABAC) ด้วยแนวคิดที่ล้ำหน้าของ ศ.ดร.ศรีศักดิ์ จามรมาน บิดาแห่ง e-learning ไทย ได้มีการทุ่มเงินกว่า 500,000 บาท ซื้อที่ดินใน Second Life เพื่อสร้าง Virtual University บนเกาะที่ชื่อว่า Charming และแบ่งห้องต่างๆตามภาควิชา ซึ่งในตอนนี้มีการเปิดสอนหลักสูตรปริญญาโท 2 หลักสูตร คือ หลักสูตรการจัดการและหลักสูตรคอมพิวเตอร์ และหลักสูตรปริญญาเอกวิธีวิทยาอีเลิร์นนิ่งซึ่งเป็นที่แรกในโลกอีก 1 หลักสูตร และ หลักสูตรระยะสั้นซึ่งไม่มีค่าใช้จ่ายในการเรียน

- ธนาคารไทยพาณิชย์ หรือ SCB ก็ได้มีการเปิดธนาคารเสมือนใน Second Life ซึ่งนับเป็นธนาคารแห่งแรกในประเทศไทยที่ได้ทำการเปิดตัวใน Second Life ซึ่งในตอนนี้ผมเข้าใจว่ายังไม่ได้มีการให้บริการทำธุรกรรมใดๆภายในนั้น แต่จะเน้นไปที่การให้ Avatar ได้เยี่ยมชมสถาปัตยกรรมแบบไทยๆที่สวยงามบนเกาะเสียมากกว่า (บนเกาะมีรถ ตุ๊กตุ๊ก ให้ทดลองขับด้วยครับ)

SCB-Island

- NEC บริษัท IT ระดับโลกเชื้อสายญี่ปุ่น และ Vodafone ผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์มือถือที่ใหญ่ที่สุดในโลก ก็ได้มีการเปิดให้บริการระบบการสื่อสารผ่านทางโทรศัพท์มือถือที่รองรับ เพื่อให้ Avatar โทรเข้า ส่ง sms หรือ e-mail จาก โลกจริง หา Avatar ด้วยกันใน Second Life ได้เสมือนจริงโดยผ่านทาง Internet Protocols

- มีโชว์รูมรถยนต์หลายยี่ห้ออยู่ใน Second Life อย่างเช่น Mercedes Benz และ Toyota Scionแน่นอน Avatar ของคุณสามารถซื้อมาขับใน Second Life ได้ด้วย ซึ่งก็เป็นการสร้าง Brand Awareness ให้กับ Avatar ใน โลกเสมือน ให้มีโอกาสมาเป็นลูกค้าของค่ายรถใน โลกจริง

- I am Legend ภาพยนตร์ Action ที่เข้าฉายในช่วงปลายปี 2007 ก็มีการเปิดโอกาสให้คุณเข้าไปสัมผัสความรู้สึกของผู้ที่เหลือรอดอยู่บนโลกที่มีแต่แวมไพร์ได้ที่ New York เสมือนใน Second Life (กิจกรรมนี้มีขึ้นในช่วงที่โปรโมทหนังเท่านั้น)

- สำนักข่าวชื่อดังอย่าง CNN และ Reuter ก็ได้มีการเปิดตัวสำนักข่าวอย่างเป็นทางการใน Second Life และรับสมัครนักข่าวเพื่อทำข่าวสารใน Second Life โดยเฉพาะ

-BUSINESSWEEK_01MAY06_COVER www.anshechung.com เวปไซต์ของหญิงสาวชาวจีนซึ่งประสบความสำเร็จในการสร้างรายได้กว่า 1,000,000 US$ ภายในเวลาแค่ 2 ปี ระหว่างปี 2004 ถึง 2006 โดยได้รายได้ดังกล่าวของ Chung มาจากการทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ภายใน Second Life ไม่ว่าจะเป็นการแบ่งตึกให้เช่า การขายตึก และ การขายที่ดินแบบ เพราะว่าเธอเป็นหนึ่งในผู้ถือครองที่ดินจำนวนมากใน Second Life จากการเป็นคนแรกๆ ที่เข้าไปซื้อที่ดินในโลก Second Life และมาพัฒนาเป็นตึกเป็น Complex พร้อม ขาย และ ให้เช่า ปัจจุบันนี้คนที่สนใจสามารถที่จะเข้าไปดูอสังหาริมทรัพย์ต่างๆที่เธอพัฒนาได้ที่ www.anshechung.com

- มีองค์กร และ บริษัทมากมายที่เปิดอยู่ใน Second Life เช่น NASA, IBM, Coca-Cola, Nissan, etc.

- จากข้อมูลของ Reuter มีการประมาณการเงินหมุนเวียนต่อวันใน Second Life เมื่อปี 2008 อยู่ที่ ประมาณ 1,500,000 – 1,800,000 US$ ซึ่งตกเป็นเงินไทยราวๆ 50-60 ล้านบาท

- และท้ายที่สุดที่ผมจะนำมาเขียนถึง (และเป็นสาเหตุหลักที่ผมเลือกเรื่อง Virtual Reality มาเขียนในตอนนี้) นั่นก็คือ การเปิดตัวของเกาะลึกลับ จากภาพยนตร์ซีรี่ย์ชื่อดังของสถานีโทรทัศน์ ABC เรื่อง Lost นั่นเอง โดยเมื่อวันที่ 28 กันยายน ที่ผ่านมานี้ เกาะที่มีรายละเอียดเหมือนกับเกาะในภาพยนตร์ซีรี่ย์เรื่องนี้ก็ได้ทำการเปิดตัวอย่างเป็นทางการ ซึ่งเป็นที่แน่นอนว่าจะช่วยให้แฟนๆที่สนใจในภาพยนตร์ซีรี่ย์เรื่องนี้ได้เกิดสังคมขึ้นระหว่างกันใน โลกเสมือน อันจะส่งผลดีไปสู่เรทติ้งของภาพยนตร์ซีรี่ย์เรื่องนี้ใน โลกจริง นั่นเอง

- ฯลฯ

นอกจาก Second Life แล้ว Virtual Reality หรือ Virtual World ที่เปิดให้บริการใน Internet ยังมีอีกหลายแห่งเช่น Twinity, There, Blue Mars (ภาพสวยงามมากๆ) และ Lively ของ Google ที่กำลังพัฒนาให้มีความเสมือนจริงมากขึ้นอยู่อย่างต่อเนื่อง

พอจะเห็นภาพโลกเสมือนที่กำลังมีอิทธิพลต่อโลกจริงในปัจจุบันบ้างหรือยังครับ ในปัจจุบันนี้เครื่องมือที่จะทำให้เกิด Virtual Reality อย่างสมบูรณ์แบบยังไม่ได้เกิดขึ้นแบบแพร่หลายในวงกว้าง แต่ผมเชื่อว่าในอีกไม่ถึง 10 ปีนี้ โลกเสมือนแบบ Second Life คงไม่หยุดอยู่ที่จอคอมพิวเตอร์แน่ๆครับ แล้วนักการตลาดก็คงจะต้องพยายามหาทางแทรกตัวเข้าไปเล่นในโลกเสมือนนี่เป็นแน่แท้

ที่มา

: http://kellySecond Life.com, www.Second Life.com, www.thaiSecond Life.net, http://Second Life.reuters.com/

บทความนี้ตีพิมพ์ลงในนิตยสาร S+M - Strategy&Marketing Vol.07 Issue 82 2008

Bradley Effect

Posted by bangkokian | New Marketing | Friday 7 November 2008 12:05 pm

tom_bradley

สำหรับหนึ่งในกระแสโลกที่ร้อนแรงมากๆที่คนเกือบทั้งโลกสนใจกันในช่วงนี้ก็คงหนีไม่พ้นเรื่องของ การเลือกตั้งประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกา ซึ่งผลที่ออกมาค่อนข้างชัดเจนแล้ว ผู้ชนะก็น่าจะเป็น บารัค โอบาม่า ซึ่งจะเป็นผู้นำผิวสีคนแรกของอเมริกา การเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่นี้ แสดงผลของการตอบรับในหลายๆเรื่องที่ไม่มีคนคาดคิด

อย่างไรก็ตาม ช่วงก่อนที่ผล Electoral-Vote จะประกาศออกมา นักวิชาการหลายๆท่าน ได้ออกมาให้ความคิดเห็นถึงความเป็นไปได้ที่ผลของการเลือกตั้งอาจจะออกมาไม่เป็นไปตามที่มีการคาดหวังกันไว้ ด้วยผลของ Bradley Effect ซึ่งไอ้เจ้านี่แหละที่ผมอยากจะนำมาเขียนถึง

หลังจากหาข้อมูลอยู่พักหนึ่งก็พบจุดใต้ตำตอ เพราะว่าเพื่อนบ้านในสเปซของผมได้เขียนเรื่องนี้ไว้แล้ว และผมลองอ่านดูก็พบว่าเค้าเขียนไว้ดีมาก จึงขอยกตัวอย่างที่เค้าเขียนเอาไว้มาลงในที่นี้ ลองอ่านกันดูครับว่า ไอ้เจ้า Bradley Effect นี่ มันคืออะไรกันแน่…

Bradley Effect by Kokoichi (ขอบคุณครับ)

Tom Bradley ซึ่งเป็นชาวอัฟริกัน-อเมริกัน เรียกง่ายๆ ก็คือคนผิวดำ ลงสมัครชิงตำแหน่งผู้ว่าการรัฐแคลิฟอร์เนีย เมื่อปี 1982ครั้งนั้นทุกสำนักโพลล์ ฟันธงว่าแบรดลี่ นอนมา ชนะขาดคู่แข่งแน่นอน เพราะผลโพลล์นั้นคะแนนทิ้งห่างคู่แข่งถึง 5 เปอร์เซ็นต์ หรือแม่้กระทั่งผลโหวตหน้าคูหาเลือกตั้งก็บอกว่าแบรดลี่ชนะแน่

แต่เหตุการณ์กลับตาลปัตร เมื่อผลคะแนนเป็นทางการออกมาว่า แบรดลี่แพ้เลือกตั้งครั้งนั้นแบบฉิวเฉียดเพียง 1% หักปากกาทุกสำนักโพลล์

ว่ากันว่า การเหยียดผิวขณะนั้นยังเข้มข้นรุนแรง การทำโพลล์ด้วยการสอบถามผู้มีสิทธิออกเสียง ก็มักจะได้รับคำตอบอย่างไม่ค่อยเต็มใจ

ผู้มีสิทธิออกเสียง ก็ตอบกันไปตามกระแสสังคม แต่เอาเข้าจริง เวลาเข้าคูหาโหวตกลับเลือกผู้สมัครผิวขาวซะงั้น
นายแบรดลี่ จึงกลายเป็นชื่อปรากฏการณ์พลิกโผเลือกตั้ง ด้วยปัจจัยแห่งสังคม ที่โพลล์ไม่อาจสะท้อนผลคะแนนที่แท้จริงได้

เรียกว่า ‘Bradley Effect’

ว่ากันว่าการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ที่เพิ่งผ่านไปเมื่อไม่กี่ชั่วโมง หลายคนกังวลว่าอาจจะเกิดปรากฏการณ์แบรดลี่อีกครั้งได้

เพราะดูจะมาในแนวเดียวกันเป๊ะๆ คือผู้สมัครคนหนึ่งผิวสี อีกคนผิวขาว ผลโพลล์หลายต่อหลายครั้ง ก็บอกว่าผู้สมัครผิวสีชนะขาด

ในท่ามกลางความไม่แน่ว่าการเหยียดผิวจะจางหายไปหรือเปล่า ปรากฏการณ์แบรดลี่อาจกลับมาพลิกล็อกครั้งมโหฬารอีกครั้ง

แต่ปรากฏว่าไม่เป็นเช่นนั้น ประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนใหม่ชื่อ บารัค โอบาม่า ประธานาธิบดีอัฟริกัน-อเมริกันคนแรกของอเมริกา

ยัง…ยังไม่จบ!!

ใครเลยจะรู้ว่า แบรดลี่เอฟเฟ็กต์ เกิดขึ้นจริง และในวันเดียวกับการเลือกตั้งประธานาธิบดีครั้งนี้เสียด้วย
คราวก่อน เล่าให้ฟังเรื่อง ญัตติข้อ 8 หรือ Proposition 8 ของรัฐแคลิฟอร์เนีย ที่ว่าด้วยการห้ามการแต่งงานในเพศเดียวกัน

หากญัตตินี้ผ่านประชามติ ก็จะหักล้างคำสั่งของศาลฏีกาของรัฐเมื่อต้นปีนี้ ที่ตัดสินให้การแต่งงานของเพศเดียวกันถูกต้องตามกฎหมาย
(

http://veraphol.spaces.live.com/blog/cns!9F19219C7E9C3CC3!4286.entry)
ที่ตอนนี้ผลออกมาแล้ว (แม้จะยังนับไม่หมด)

52% โหวต Yes
48% โหวต No

หมายถึงญัตติ 8 ก็ผ่านออกมา ก็หมายถึงจะห้ามแต่งงานของเพศเดียวกันในรัฐแคลิฟอร์เนีย ในเร็ววันนี้
ตามหลังการโหวตผ่านญัตติที่มีความหมายใกล้เคียงกันนี้ ในหลายรัฐ อาทิ อลิโซน่า และฟลอริด้า เป็นต้น
ทั้งที่ก่อนหน้านี้ ผลโพลล์ต่างชี้ว่าประชาชนจะร่วมกันต้านญัตติการห้ามแต่งงานในเพศเดียวกัน (vote No)
ผู้สนับสนุนญัตติวิเคราะห์ว่า จริงๆ ประชาชนก็รู้ว่ามันไม่ถูกต้องแต่แรก
ทว่าเวลาทำโพลล์ พวกเขาก็ไม่อยากให้ถูกมองว่าใจแคบ ก็เลยตอบๆ ไปว่าไม่เห็นด้วย
เรียกว่าเอฟเฟ็กต์ของแบรดลี่วืดผ่านประธานาธิบดี มาล้มทับชาวเกย์และเลสเบียนอย่างจัง!!

Credit : http://veraphol.spaces.live.com/blog/cns!9F19219C7E9C3CC3!4375.entry

สำหรับในแง่ของนักการตลาดแล้ว Bradley Effect นี้มักจะส่งผลกับการวางแผนทางการตลาดอยู่เสมอๆ

เพราะว่า กลุ่มผู้บริโภคที่เราเลือกมาเป็นกลุ่มตัวอย่างในการเก็บข้อมูล มักจะมีแนวโนมไม่ตอบตามความคิดเห็นของตัวเองอย่าง 100% ด้วยสาเหตุประมาณล้านแปดอย่างเช่น

- เมื่อถามว่ารู้จักสินค้าตัวนี้มั้ย ก็ตอบว่ารู้จักทั้งๆที่ตัวเองไม่ได้รู้จัก แต่ที่ตอบไปว่ารู้จักเพราะว่ากลัวตัวเองดูโง่ที่ไม่รู้จัก
- การได้รับอิทธิพลจากผู้เข้าร่วมทำทดสอบคนอื่น เพราะคนเรามักจะเกิดรูปแบบจิตวิทยาหมู่ และไม่อยากแตกต่างกับคนอื่นๆ

- เกรงใจ เพราะคนไทยขี้เกรงใจ พอไม่ชอบก็ไม่กล้าบอกตรงๆๆๆๆ

- ฯลฯ

ซึ่งรูปแบบที่จะแก้ไขพฤติกรรมรูปแบบเหล่านี้ได้ ผมจะนำมาเสนอในนิตยสาร S+M ฉบับเดือน ธค. ครับ (ขายของซะงั้น!!!)

caverta buy caverta usa buy caverta buy generic caverta cheap caverta caverta generic veega viagra cheap caverta online buy cheap caverta buy cheap generic caverta caverta canada caverta cheap online rx caverta rx review buy caverta 100 mg