Custom Search

Guerrilla Marketing; Spend Less, Get More, and Achieve Substantial Profits. ตอนที่ 1

Posted by Bangkokian | New Marketing | Thursday 28 August 2008 4:56 pm

สวัสดีครับ ผู้อ่านทุกท่าน จากฉบับที่แล้วผมเริ่มเปิดคอลัมน์ เกี่ยวกับเรื่องของการทำการตลาดแนวใหม่ (New Marketing) ด้วยสื่อใหม่ หรือ New Media ผมเชื่อว่าท่านผู้อ่านน่าจะมองเห็นได้ถึงภาพรวมกว้างๆของ New Media กันแล้ว ประเด็นหนึ่งที่ผมพูดถึงเอาไว้ในตอนที่แล้ว ก็คือเรื่องของการประหยัดต้นทุนในการสื่อสารกับลูกค้าของเราวันนี้ผมจึงขอนำแนวคิดของทฤษฎีทางการตลาดที่เกี่ยวข้อง และ สามารถนำมาประยุคต์ใช้กับการทำการตลาดแบบประหยัดต้นทุน ที่โด่งดัง และ ถูกกล่าวถึงอย่างมากมาย มาแบ่งปันกันครับถึงแม้ว่าทฤษฎีนี้จะกำเนิดมาแล้วกว่าทศวรรษ แต่ก็ยังได้รับความสนใจอย่างถ่วมท้นในเมืองนอก และแน่นอนในเมืองไทยก็เริ่มมีคนสนใจใน?ฤษฎีนี้กันเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ

ทฤษฎีที่ผมกล่าวถึงนี้ก็คือ “Guerrilla Marketing” ครับ

ตามพจรานุกรมคำว่า Guerrilla เป็นคำศัพท์ภาษาอังกฤษที่มีความหมายสื่อว่า กองโจร หรือ การรบแบบกองโจร

vietnam-war ในช่วงทศวรรษที่ ‘60 - ‘70 การรบแบบกองโจรนี้ เคยทำให้ประเทศมหาอำนาจอย่างอเมริกาพ่ายแพ้ในสงครามเวียดนามมาแล้ว ทั้งๅที่กำลังทหาร และอาวุธยุทโธปกรณ์ของยักษ์ใหญ่อย่างอเมริกานั้น เหนือกว่าฝ่ายของเวียดนามซึ่งเป็นคู่ต่อสู้ในครั้ง นั้น อย่างไม่สามารถนำมาเปรียบกันได้ แต่ทหารเวียดนามก็ได้นำการรบแบบกองโจรมาใช้ในการรบจนทำให้ผล แพ้-ชนะ ที่ตนเองน่าจะเป็นผู้พ่ายแพ้อย่างหมดรูปพลิกกลับมาจนชนะ และทำให้อเมริกาต้องได้รับความอับอายและสูญเสียอย่างมหาศาลดังนั้น Guerrilla Marketing จึงสามารถให้คำจำกัดความเป็นภาษาไทยได้ประมาณว่า “การตลาดแบบกองโจร” นั่นเอง

ในแง่ของการตลาด ถ้าเราใช้กลยุทธ์ที่ถูกวิธี องค์กรธุรกิจขนาดกลางลงไปถึงเล็ก หรือองค์กรธุรกิจที่ต้องการจะบุกเข้าสู่ตลาดที่มีการแข่งขันอยู่อย่างรุนแรง ก็มีโอกาสที่จะสร้างความแปลกใจให้คู่แข่งรายใหญ่ได้ตกใจ เสียหลักกันบ้างก็เป็นได้

Birth of Guerrilla Marketing

cover-guerilla-marketing บิดาผู้ให้กำเนิดทฤษฎี Guerrilla Marketing ก็คือ Jay Conrad Levinson นักการตลาดชื่อดังระดับโลก ซึ่งเป็นที่ปรึกษาด้านการตลาดให้กับบริษัทระดับโลกหลายแห่ง เช่น Adobe และ AppleLevinson เขียนหนังสือเกี่ยวกับ Guerrilla Marketing ออกมามากมายหลาย edition ตั้งแต่ปี 1984 และได้เริ่มสอนเรื่อง Guerrilla Marketing ที่ University of California มาเป็นเวลากว่า 10 ปี

นอกจากนั้น Levinson ยังเป็นเจ้าของบริษัท Guerrilla Marketing International ซึ่งให้บริการให้คำปรึกษาด้านการทำการตลาดแบบกองโจร (Guerrilla Marketing) อีกด้วย

คิดแบบ Guerrilla Marketing

แนวคิดของ Guerrilla Marketing นั้นมีหลายๆประเด็นที่แตกต่างไปจากแนวคิดของการตลาดแบบเก่า (Old Fashioned Marketing) ที่เราเคยร่ำเรียนกันมา ไม่ใช่ว่าการตลาดแบบเก่านั้นผิด หรือว่าไม่ดีอย่างไร แต่ Guerrilla Marketing อยากให้เราลองเปลี่ยนมุมมองบางส่วน แนวคิดในการทำการตลาด และ วิธีปฏิบัติขององค์กรธุรกิจของเราที่มีต่อลูกค้า ให้เหมาะกับลูกค้าแต่ละคนมากขึ้นGuerrilla Marketing เหมาะสำหรับองค์กรธุรกิจที่มีขนาดตั้งแต่ระดับกลางลงไปจนถึงระดับเล็ก ที่ไม่ได้มีงบประมาณมหาศาลที่จะนำไปทุ่มเพื่อต่อสู้ ฟันฝ่า แก่งแย่ง ที่ยืน และ ฐานลูกค้าในตลาด (แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าองค์กรธุรกิจขนาดใหญ่จะไม่สามารถนำกลยุทธ์นี้มาประยุกต์ใช้ได้นะครับ นักการตลาดต้องดูเป็นกรณีๆไป) เรามาเริ่มดูแนวคิดแบบ Guerilla Marketing กันเลยดีกว่า

1. การตลาดรูปแบบเก่ามีความคิดที่ว่าถ้าองค์กรธุรกิจของเรา อยากจะมีสัดส่วนทางการตลาดเพิ่มมากขึ้น (หรือรักษาสัดส่วนที่ตัวเองมีอยู่) องค์กรธุรกิจต้องนำเม็ดเงินเข้าทุ่มสู้เพื่อรักษาสัดส่วน ส่วนนี้เอาไว้ แต่การตลาดแบบ Guerilla Marketing ไม่สนับสนุน (แต่ไม่ห้าม) ในการที่คุณจะเอาเงินทุนจำนวนมากๆ เข้าไปทุ่มต่อสู้ฟันฟ่า เพื่อรักษา หรือขยายส่วนแบ่งทางการตลาด เพียงแต่ให้แง่คิดมาลองคิดในอีกมุมหนึ่งว่า สิ่งที่จะคงอยู่จากการทุ่มเงินมักจะไม่ได้อยู่ยืนยงเท่าไร เพราะมันเหมือนกับการตะโกนให้คนสนใจ พอเสียงแหบ พอเราเลิกตะโกน คนก็เลิกหันมามอง แต่ถ้าคุณลองเปลี่ยนจากตัวเงินมาเป็น การทุ่มเทเวลาสักนิด เพื่อจะศึกษาดูว่าลูกค้าต้องการอะไร และก็พยายามเอาความคิดสร้างสรรค์มาพัฒนาสินค้าหรือบริการ น่าจะเป็นการตอบโจทย์ที่ว่านี้ได้มากกว่า

Case Study ที่น่าสนใจก็คือ การให้กำเนิด iPod จากค่าย Apple ในปี 2001 ที่ตั้งใจฉีกรูปแบบของเครื่องฟังเพลงแบบพกพา (Portable Audio Player – PAP ในปัจจุบัน iPod มีการพัฒนาจาก PAP เป็น Portable Media Player – PMP ซึ่งเพิ่มความสามารถให้ชมไฟล์ภาพได้อีกด้วย) ในตลาดสมัยนั้น ทั้งรูปแบบของการดีไซน์และการใช้งานที่แตกต่างจากเครื่องฟังเพลงแบบพกพาอื่นๆ ในยุคนั้นอย่างสิ้นเชิง ผลที่ได้รับก็คือ iPod กลายเป็นสัญลักษณ์แห่งความ เท่ มีสไตล์ ที่ผู้ใช้ทุกคนยอมรับ

800px-IPod_Line
 

ปัจจุบัน iPod มีส่วนแบ่งตลาดมากกว่า 70% ในตลาด PMP ในปี 2007 และสินค้าในตระกูล iPod มียอดขายมากกว่า 170 ล้านเครื่องในปี 2008

“New Innovations = New Customer”

2. การตลาดรูปแบบเก่าสนใจในเรื่องของการวัดตัวเลขด้านการปฏิบัติการบางอย่าง เช่น จำนวนคนที่เข้ามา hit เว็บไซต์ จำนวนลูกค้าที่เดินเข้ามาในร้านค้า หรือ การจราจรที่เกิดขึ้นของสินค้าในโกดัง (สินค้าออกจากโกดังเยอะ น่าจะแปลว่าขายสินค้าได้เยอะ ทำนองนั้น) ซึ่งสิ่งเหล่านี้อาจจะเป็นส่วนหนึ่งที่องค์กรธุรกิจสามารถตรวจสอบถึงผลลัพท์ของแผนงานที่ได้วางลงไปได้แต่จริงๆแล้วข้อมูลส่วนที่องค์กรธุรกิจน่าจะให้ความสนใจมากที่สุด น่าจะเป็นเรื่องของผลกำไรขององค์กรมากกว่า บางองค์กรทำโปรโมชั่นออกไปสู่ลูกค้า แล้วปรากฎว่ามีลูกค้าตอบรับโปรโมชั่นกลับมาจนยอดขายทะลุเป้า อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน แต่พอมานั่งวิเคราะห์งบทางการเงินดูแล้วกลับกลายเป็นว่าว่าค่าใช้จ่ายต่างๆที่องค์กรใช้ไปในการโปรโมท มันมากกว่ากำไรที่ได้มาซะอีก นี่คือสิ่งที่องค์กรธุรกิจหลายๆแห่งไม่เคยระวัง และใส่ใจ

Guerrilla Marketing จึงให้หลักแนวคิดง่ายๆ ที่เราควรจดจำไว้ก็คือ

“ถ้าจะทำกิจกรรมทางธุรกิจใดๆไปแล้วไม่ได้กำไร อย่าไปทำ”

3. การตลาดรูปแบบเก่ามักจะยึดติดอยู่กับการตัดสินใจที่อิงอยู่กับ “ประสบการณ์ และ ความสำเร็จเก่าๆ” สำหรับนักการตลาด เราอาจจะเคยร่ำเรียนกันมาตั้งแต่ Intro to Marketing  ซึ่งเป็นหนังสือฉบับแรกที่เราได้เปิดดูกัน ที่ว่าข้อมูลในอดีต จะช่วยในการตัดสินใจในอนาคต แต่สำหรับการตลาดแบบ Guerrilla Marketing ได้ให้แนวคิดใหม่แก่เราว่า เราน่าจะลดความสำคัญของค่าตัวเลขที่เคยผ่านๆมาในอดีตลง เพราะว่าในปัจจุบันการทำการตลาดนั้นมีรูปแบบและช่องทางหลายๆอย่างที่เปลี่ยนไปจากสมัยก่อนเป็นอย่างมาก ไม่ได้แปลว่าให้เราตัดแนวคิดของการตลาดแบบเดิมทิ้ง เพียงแต่ต้องนำข้อมูลใหม่ๆมาผนวกเข้าให้เกิดผลลัพธ์ที่ดีที่สุด!ปัจจุบันนี้ความคิดของลูกค้าเป็นสิ่งที่เปราะบาง เปลี่ยนแปลงง่าย และ ลูกค้าจะมี Loyalty ต่อแบรนด์สินค้าหนึ่งๆต่ำลง เพราะว่าลูกค้าฉลาดขึ้น และมีตัวเลือกของสินค้าใน category หนึ่งๆ มากขึ้น อีกทั้งการเข้าถึงข้อมูลก็เป็นไปได้ง่ายกว่าในสมัยก่อน ดังนั้นเราควรจะต้องเข้าใจในการตัวลูกค้าให้ได้มากที่สุดก่อนที่จะตัดสินใจทำโปรโมชั่น หรือออกสินค้าใดๆ เพราะ

“องค์กรธุรกิจขนาดเล็ก ไม่ได้มีความสามารถที่จะ รองรับ และ อยู่รอด
จากการตัดสินใจที่ผิดพลาดได้”

4.  การตลาดรูปแบบเก่าสอนให้เราคิดว่าเมื่อองค์กรธุรกิจโตขึ้น เราต้องขยายธุรกิจไปสู่ธุรกิจอื่นๆ (Market Diversify) แต่องค์กรธุรกิจหลายๆแห่งก็พลั้งเผลอ หลงลืมไปว่า ตัวเองทำธุรกิจอะไรเป็นธุรกิจหลัก จนทำให้ธุรกิจที่ขยายไปส่งผลเสียต่อภาพลักษณ์ ทั้งตัวของธุรกิจหลักเอง และ ตัวธุรกิจใหม่ที่เปิดขึ้นมา

harley-davidson ยกตัวอย่าง Harley Davidson ซึ่งเป็นแบรนด์รถจักรยานยนต์ขนาดใหญ่อันดับต้นๆของโลก ซึ่งมีภาพลักษณ์ (Brand Identity) เป็นสินค้าที่เข้มแข็ง ได้ทำการเปิดไลน์สินค้าตัวใหม่ เป็นอุปกรณ์ทำอาหาร และ เครื่องใช้ภายในบ้าน (ไม่ขำนะ เรื่องจริงๆ) ซึ่งไม่ได้สร้างภาพลักษณ์ที่เกี่ยวเนื่องกับความเข้มแข็งของแบรนด์เลย ทั้งๆที่ Harley Davidson เคยทำได้ดีตอนขยายไลน์สินค้าไปผลิตรองเท้าบู๊ตหนัง และ Harley Davidson Cafe ซึ่งดูมีภาพลักษณ์ไปในทิศทางเดียงกันกับสินค้าหลักมากกว่าการตลาดแบบ Guerrilla Marketing จึงย้ำให้เราระลึกถึง สินค้าหลัก หรือบริการ ของเรา จุดแข็ง และ แก่นขององค์กรธุรกิจ (Core Value) ของเราคืออะไร ถ้าเราจะทำการขยายไลน์สินค้าของเรา ควรจะไปในทิศทางของต้นน้ำ (Upstream Product Line) และ ปลายน้ำ (Downstream Product Line) ที่เกี่ยวเนื่องเท่านั้นหรือไม่? (ส่วนตัวผมคิดว่าเราต้องรู้จักลูกค้าของเราจริงๆเราจึงตอบได้ชัดเจนว่า เราขยายไลน์สินค้าไปถูกทางมั้ย)

Successful Case ที่เราเห็นได้ชัดมากของการ Diversification ก็คือ Apple ที่แตกสายมาผลิตสินค้ายอดฮิตนำเทรนด์อย่าง iPod มาเป็น iPhone

5. การตลาดรูปแบบเก่ามีแนวคิดในเรื่องของการขยายขนาดของธุรกิจ โดยการเพิ่มฐานลูกค้า ยิ่งลูกค้าเยอะยอดขายก็น่าจะเยอะตาม แต่การตลาดแบบ Guerrilla Marketing เสนอแนวคิดให้เราทำงานเพิ่มขึ้นอีกอย่างในการขยายขนาดธุรกิจนั่นก์คือ การขยายยอดซื้อต่อลูกค้า 1 คนให้เพิ่มมากขึ้น (Spending per head) พร้อมๆกับขยายจำนวนลูกค้าไปด้วย
Case Study ที่เราเห็นได้ง่ายๆรอบตัวของเรา ก็คือการเสนอ เพิ่มขนาดของ French Fried หรือ ขนาดของแก้วน้ำอัดลม ในร้านอาหาร Fast Food นั่นเอง
ด้วยการใช้หลักทางจิตวิทยาของมนุษย์ที่ชอบเสียดายว่า ถ้าเพิ่มเงินอีกเพียงนิดเดียวก็จะได้ของที่ใหญ่กว่า เยอะกว่าอีกหนึ่งเท่าเป็นต้น ซึ่งจะช่วยให้ยอดขายต่อหัวขององค์กรเพิ่มขึ้นได้อีกทางหนึ่งนั่นเอง

beer_bottleหรืออีก Case Study ที่แสนจะคลาสสิคของการทำ Data Mining อย่าง ผ้าอ้อมเด็ก  และ เบียร์ ซึ่งหลายๆท่านอาจจะเคยได้ยินกันมาแล้ว เกี่ยวกับการเก็บข้อมูลของห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่งที่ทำการสำรวจว่าในยอดใบเสร็จแต่ละใบๆ มีสินค้าอะไรที่ถูกขายออกไปพร้อมๆกันมากที่สุดผลสำรวจที่แสนจะน่าแปลกใจสรุปออกมาว่า ผ้าอ้อมเด็ก และ เบียร์ เป็นสองสิ่งที่ถูกซื้อออกไปพร้อมกันมากที่สุด นักการตลาดจึงทำการสำรวจลึกลงไป และ พบว่าบ่ายวันศุกร์จะมียอดซื้อสินค้าทั้งสองชนิดมากที่สุด โดยลูกค้าจะเป็นผู้ชายอายุประมาณ 25 – 35 ปี เนื่องจากว่าแม่บ้านจะมอบหมายภาระการซื้อผ้าอ้อมให้กับสามี ซึ่งมีรถขับไปทำงาน เมื่อคุณสามีเข้าไปซื้อผ้าอ้อมเด็กเสร็จ ด้วยสัญชาติญาณของผู้ชายซึ่งอาจจะชมชอบดื่มของมึนเมา (เช่นเบียร์) จึงต้องมีการหยิบติดมือกันกลับมาบ้านด้วย

ห้างสรรพสินค้าจึงจัดวางสินค้าจำพวกเบียร์ ไว้ใกล้ๆกับผ้าอ้อมเด็ก เพื่อเพิ่มยอดขายของเบียร์นั่นเอง

6. การตลาดรูปแบบเก่าสนใจมากๆ ที่จะขายสินค้าให้ได้อย่างเดียว ขายได้ก็จบ ช่างลูกค้า ไม่มีการรักษาความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันไว้ แต่การตลาดแบบ Guerrilla Marketing ให้แนวคิดกับเรา ให้รู้จักที่จะไม่จบการขายแค่ที่การปิดการขายแบบนั้น แต่ต้องรักษาความสัมพันธ์ต่อลูกค้าให้ดีสืบเนื่องไปหลังการขาย เพื่อให้ลูกค้าเกิดความรู้สึกที่ดี และ เป็นอันหนึ่งอันเดียวกับองค์กรธุรกิจ (ซื่อสัตย์ในตราสินค้า Brand Loyalty) อันจะก่อให้เกิดการซื้อซ้ำ เพราะอย่างที่ผมกล่าวไว้ด้านบนว่า ลูกค้าในปัจจุบัน Loyalty ต่ำ เราจึงต้องหาหนทางที่จะทำให้ลูกค้าเกิดความสนใจที่จะกลับมาซื้อสินค้ากับเรา ด้วยวิธีการหลากหลายไม่ว่าจะเป็นการทำ Customer Relation Management ที่ดีๆ การสร้างสังคม (Community) ของลูกค้าของเรา ให้ลูกค้าของเราได้มีโอกาสมาแบ่งปันประสบการณ์ดีๆจากการใช้สินค้า บริการ ของเรา เป็นต้นCase Study ในเมืองไทยของเราที่ผมถือว่าค่อนข้างดีในเรื่อง CRM ก็คือ ระบบ CRM ของ True ที่ให้ความช่วยเหลือ Online แก่ลูกค้าของ True

มีครั้งหนึ่งที่ผมเคยมีปัญหาเกี่ยวกับการเข้าสู่บริการ Online ในส่วนข้อมูลส่วนตัวของลูกค้าในช่วงกลางดึก เพราะผมต้องการเข้าไปทำการเปลี่ยนแปลงข้อมูลบางอย่างของผม ทำให้ผมต้องออนไลน์เข้าไปเพื่อขอคำปรึกษากับเจ้าหน้าที่ของ True ผ่าน Live Chat หลังจากที่ผมแจ้งปัญหาให้แก่เขา และ เขาสามารถให้ความช่วยเหลือที่ตรงความต้องการของผมได้ ก็ยิ่งทำให้ผมประทับใจในเรื่องของการใช้งานในแบรนด์นี้เพิ่มขึ้นเป็นอย่างมาก ทำให้ผมมีแบรนด์นี้ติดอยู่ในใจของผม และเกิด recognition ทุกครั้งที่ผมนึกถึงเรื่องของ internet

ผมเชื่อว่าแนวคิดและตัวอย่างที่ผมให้เอาไว้ในด้านบน น่าจะทำให้ผู้อ่านทุกท่านได้เห็นภาพของ Guerrilla Marketing เพิ่มขึ้นไม่มาก ก็น้อย

สำหรับในฉบับนี้ผมคงต้องขอลาท่านผู้อ่านไปเพียงเท่านี้ก่อน แต่เรื่องของ Guerrilla Marketing ยังไม่จบเพียงเท่านี้นะครับ ฉบับหน้าผมจะมีตัวอย่างที่น่าสนใจมากขึ้น เข้มข้นขึ้นมานำเสนอให้กับผู้อ่านทุกๆท่านแน่นอน โปรดติดตามตอนต่อไปครับ

บทความนี้ตีพิมพ์ลงในนิตยสาร S+M - Strategy&Marketing Vol.07 Issue 80 2008

ภาพประกอบจาก internet / pictures from internet

View Charlie Pongsangangan's profile on LinkedIn

Marketing Blogs - BlogCatalog Blog Directory

M for Marketing, Movie and Money - ตอนที่ 1 Cloverfield

Posted by bangkokian | Movie Marketing, New Marketing | Saturday 23 August 2008 4:05 pm

ชอบดูหนังกันมั้ยครับ? ผมป็นคนหนึ่งที่ชื่นชอบการดูหนัง หรือ ชมภาพยนตร์ เป็นอย่างมาก ทั้งการดูในโรงภาพยนตร์ บางเรื่องก็เพียงรอบ บางเรื่องถึงสามรอบก็มี หรือ การซื้อแผ่น DVD ภาพยนตร์มาเก็บสะสมไว้

ด้วยการที่มีความชื่นชอบในระดับที่ถือว่ามากระดับหนึ่ง ผมจึงชอบที่จะหาข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับภาพยนตร์ผ่านทางสื่อต่างๆอยู่เสมอๆ

ในโลกของ New Marketing การเลือกสื่อต่างๆที่ผู้สร้างภาพยนตร์ และค่ายหนัง จะทำการโปรโมทภาพยนตร์ของตัวเองจึงมีทางเลือกมากมาย และยังสามารถสร้างกระแส (BUZZ) ให้แก่ภาพยนตร์ของตนเองได้ตั้งแต่ก่อนที่ภาพยนตร์ของตนเองจะเข้าฉายในโรง

ในปีที่ผ่านมานี้ ผมมีภาพยนตร์อยู่สองเรื่องที่ผมรู้สึกว่า เจ๋ง ในเรื่องของการประชาสัมพันธ์ มันเจ๋งจนเรียกว่า พลิกมิติ ของการโปรโมทหนังกัน (อย่างนั้น) เลยทีเดียว

ภาพยนตร์ที่ผมกล่าวถึงทั้งสองเรื่องนั้นก็คือ

Cloverfield ของ JJ.Abram และ Dark Knight ของ Christopher Nolan สำหรับทั้งสองเรื่องนี่ เขามีการโปรโมทหนังของตัวเองกันเรียกว่าระดับ เป็นปี ก่อนที่หนังจะฉายเลยครับ โดยเฉพาะเรื่องแรก (Cloverfield) ที่ผมนับถือการโปรโมทของเขามากๆ เพราะ side story ของเขานี่เป็นจักรวาลที่ซ้อนอยู่กับจักรวาลของเราเลยจริงๆ (แฟนการ์ตูนฮีโร่อเมริกัน คงจะนึกภาพออกนะครับ)

เพื่อไม่ให้ blog นี้ยาวมากเกินไป ผมจะขอเล่าเรื่องของ Cloverfiled เพียวๆ เพียงอย่างเดียวก่อนหนึ่งตอน และในตอนหน้า จะเป็นเรื่องของ Dark Knight เรามาลองดูกันดีกว่าว่าเขาทำอะไรกันบ้าง

ให้ความสงสัยครอบงำลูกค้าของคุณ

Cloverfield เป็นภาพยนตร์ที่นำเสนอเรื่องของกลุ่มคนกลุ่มหนึ่ง ซึ่งตกอยู่ภายในสถานการณ์ สัตว์ประหลาดบุกเมือง เริ่มเรื่องด้วยการถ่ายภาพ และตัดภาพด้วยมุมกล้องแบบบุคคลที่ 1 ซึ่งอาจจะสร้างความมึนงงให้กับผู้ชมบางวัย หรือบางกลุ่ม ที่ไม่คุ้นเคยกับมุมกล้องแบบนี้พอสมควร

ตัวเอกคือชายหนุ่มชื่อ Rob ซึ่งต้องกำลังมีปาร์ตี้เลี้ยงฉลองการได้งานใหม่ ในตำแหน่งรองผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดให้กับบริษัท Tagurato ซึ่งขายเครื่องดื่มชื่อว่า Slusho ซึ่งเป็นเครื่องดื่มที่โด่งดังมากๆ ของญี่ปุ่น และกำลังจะบุกตลาดเข้ามาในอเมริกา

ระหว่างงานเลี้ยงนั่นเอง ก็เกิดเหตุการณ์ระเบิดอย่างไม่รู้ที่มา ทำให้ไฟฟ้าดับไปทั่ว …และนั่นคือที่มาของความโกลาหลที่กลุ่มตัวเองต้องฟันฟ่าเพื่อหาทางออกจากเกาะแมนฮัตตัน

ตั้งแต่ต้นจนจบ …มีปริศนามากมายที่ถูกทิ้งเอาไว้ค้างคาให้ผู้ชมเข้าใจกันไปต่างๆนาๆ เรียกได้ว่าเป็นการจบแบบปลายเปิดจริงๆ เพราะว่า หนังไม่บอกว่า

…สัตว์ประหลาดมาจากไหน
…มีใครรอด มีใครตาย
…สัตว์ประหลาดหายไปไหน
…เกิดอะไรขึ้นกับโลก
…#@!?

หลายๆคนอาจจะไม่ชอบที่ตัวหนังไม่ได้เฉลยอะไรเลย

แต่สำหรับแฟนๆที่เริ่มได้กลิ่นตุๆ หรือเอะใจ หรือเริ่มมีข้อสงสัยกับตัวหนัง จนเริ่มค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับ Cloverfield

คุณจะพบว่า คำตอบ (ส่วนหนึ่ง) มันถูกปูเกริ่นเรื่องไปแล้วตั้งแต่ก่อนหนังจะเข้าฉาย (เกือบปี) และแน่นอนคุณจะต้องตื่นเต้นไปกับเรื่องราวของ Cloverfield

มี wording หลายๆคำที่ถูกยกเข้ามาเกี่ยวข้องกับ Cloverfield ก่อนภาพยนตร์เริ่มออกฉาย เช่น

- Slusho
- Tagurato
- 1-18-08
- Jamie and Teddy
- Oil Rig Sink
- etc.

ลองดูคลิปด้านล่างครับ เป็นคลิปข่าวแท่นขุดน้ำมันแห่งหนึ่งในมหาสมุทรแอตแลนติค ชื่อว่า Chuai Station จมลงเมื่อช่วงต้นปี 2008

 
 
 

ในตอนแรกที่ข่าวนี้ออกมา หลายๆคนก็ปักใจเชื่อว่าเป็นเรื่องจริง หลายๆคนดูแล้วก็ผ่านไป แต่หากศึกษาข้อมูลดีๆแล้ว คุณจะรู้ข้อมูลได้ไม่ยาก (ผ่านทาง internet) เลยว่า Chuai Station นี่เป็นของบริษัท Tagurato ซึ่งเป็นเจ้าของเดียวกันกับเครื่องดื่ม Slusho ที่พระเอกกำลังจะไปทำงาน (เริ่มมีความเกี่ยวโยงแล้วเห็นมั้ยครับ)

tagurato-01 

ทีนี้ย้อนกลับมาเมื่อต้นปี 2007 Myspace.com ก็ได้มีสมาชิกใหม่เพิ่มขึ้นใน Community ของเขาคือ ตัวเอกของภาพยนตร์ Cloverfield เช่น Beth นางเอกของเรื่องและผองเพื่อน

นอกจากนั้นใน website 1-18-08 (ซึ่งเลข 1-18-08 ก็คือเลขวันฉายหนังเรื่อง Cloverfield นั่นเอง) ก็มีการนำรูปภาพต่างๆที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ในเรื่อง Cloverfield มาแสดงให้เห็นทีละภาพๆ เช่น รูปภาพของปลาวาฬที่ถูกชำแหละท้อง รูปเลือดลอยอยู่กลางทะเล รูปแท่นขุดเจาะน้ำมัน รวมถึงรูปของ Teddy ซึ่งเป็นแฟนกับ Jamie ซึ่ง Jamie นี่ก็เป็นเพื่อนที่อยู่ใน friend list ใน myspace ของ Beth นางเอกของเรื่อง

1-18-08

Teddy และ Jamie ไม่ได้มีบทบาทในหนังแต่เพียงอย่างใด แต่ว่าทั้งคู่มี website ส่วนตัวที่รวม คลิปลับๆที่ทั้งคู่ถ่ายไว้เกี่ยวกับส่วนผสมพิเศษที่ใส่ในเครื่องดื่มของ Slusho เครื่องดื่มที่พระเอกกำลังจะไปทำการตลาดให้ภายในหนัง

ดังข้อมูลบางส่วนที่ผมยกมาเล่าให้ฟัง ภาพยนตร์เรื่องนี้ตั้งใจที่จะเล่นกับความสงสัยของผู้บริโภค เพราะว่าคนเรามักจะมีความอยากรู้อยากเห็นในเรื่องราวต่างๆ และถ้าได้รู้เร็วกว่าคนอื่นก็จะยิ่งภูมิใจ

JJ. Abram จึงเลือกใช้ช่องทางที่ผู้บริโภคเป้าหมายของเขา เข้าถึงได้ง่ายที่สุดในปัจจุบันนั่นก็คือ Internet - New Media มาเป็นสื่อกลางในการส่งผ่านข้อมูลนั่นเอง ไม่ว่าจะเป็น

Social Networking ผ่านทาง website
- facebook.com
- myspace.com
- etc.

Video Platform ผ่านทาง website
- YouTube

ให้แฟนหนังช่วยทำการตลาด

ยิ่งเกิดความสงสัยว่า

…สัตว์ประหลาดมาจากไหน ??
…สัตว์ประหลาดคืออะไร ??
…เครื่องดื่ม Slusho คืออะไร ??
…ทำไมสัตว์ประหลาดต้องบุกเกาะแมนฮัตตัน ??
…/?!# ???คนก็ยิ่งค้นหาคำตอบกัน อย่างที่กล่าวไปในด้านบน ยิ่งใครไขความลับได้มากกว่า ก็ยิ่งรูสึกว่าตัวเองเก่ง ตัวเองเด่น

website ของหนังอีก web หนึ่งที่เกิดขึ้นมาก็คือ website ของ บ.ที่พระเอกกำลังจะเข้าไปทำงานอยู่ หรือคือ บ. Slusho นั่นเอง

Website นี้จะเปิดโอกาสให้ผู้ที่เข้าชม ได้มีโอกาสเรียนรู้ถึงผลิตภัณฑ์ตัวต่างๆของ โดยการให้ข้อมูลรสชาติต่างๆของเครื่องดื่ม Slusho และแน่นอน มันมีส่วนเกี่ยวเนื่องกับตัวหนัง คือว่า รสชาติใหม่ที่ทาง บ. กำลังจะเปิดตัว เรียกว่ารสปลาวาฬ มีส่วนผสมมาจากแหล่งลึกลับจากใต้ทะเลลึก!! (เห็นความเกี่ยวเนื่องที่มากขึ้นหรือยังครับ)

slusho-01

พอแฟนหนัง เริ่มค้นหาข้อมูล ก็เริ่มเกิดการแพร่กระจาย และการแบ่งปันข้อมูลไปตาม webboard ต่างๆ อย่างเช่น ในเมืองไทยของเราก็มีผู้รวบรวมข้อมูลเรื่อง cloverfield ไว้ใน pantip.com อยู่มากมายพอสมควร

BUZZ WORD ที่เกิดขึ้นแบบคลื่นใต้น้ำนี้ ก็ดึงให้คนสนใจในตัวภาพยนตร์ เกิดความอยากรู้ ยิ่งปากต่อปาก ใครเจออะไรใหม่ๆก็เอามาเล่าให้คนอื่นๆฟัง ก็ทำให้ยอดตั๋วชมภาพยนตร์เพิ่มขึ้นๆ และท้ายที่สุดก็นำไปสู่รายได้จากการขายผลิตภัณฑ์อื่นๆที่เกี่ยวข้องตามมาอีก อาทิ เช่น DVD, Comic Books, Series เรื่องอื่นๆที่ JJ. มีส่วนเกี่ยวข้องด้วย เช่น HEROES ซึ่งมีฉากหนึ่งใน season ที่สอง ที่ตัวเอกตัวหนึ่งดื่มเครื่องดื่ม slusho อยู่

เห็นมั้ยครับว่า การทำการตลาดที่แยบยลให้หนังสักเรื่องหนึ่ง ก่อให้เกิด BUZZ WORD และนำมาสู่รายได้ในอนาคตที่มากขึ้นๆ

Cloverfield ใช้ทุนในการสร้างไปโดยประมาณอยู่ที่ 25 ล้านเหรียญ US แต่ได้รายได้กลับมาจากการฉายทั้งในประเทศและทั่วโลกมากว่า 170 ล้านเหรียญ US!!! ดูอัตราส่วนต่างซิครับ กำไรกว่า 600 เปอร์เซ็นต์ จะมีธุรกิจไหนในโลกที่สร้างผลกำไรได้ขนาดนี้!

ตอนต่อไปลองมาดูอะไรๆที่ scifi น้อยลง แต่สนุกไม่แพ้กันอย่างการทำการตลาดของ Dark Knight กันครับ :D

TRIVIA : ผกก.เรื่อง Cloverfield คือ Matt Reeves แต่คนกลับพูดถึงชื่อของ JJ. Abram ซึ่งเป็น Producer มากกว่า 

View Charlie Pongsangangan's profile on LinkedIn

Marketing Blogs - BlogCatalog Blog Directory

WebApp!!!

Posted by bangkokian | Cool Stuffs, New Marketing | Friday 15 August 2008 4:09 pm

คุ้นเคยกับคำว่า WebApp หรือ Online Application มั้ยครับ ผมคิดว่าหลายๆคนน่าจะไม่คุ้นกับคำๆนี้แน่ๆ ผมลองเปลี่ยนคำถามสักนิดดีกว่าว่า… รู้จัก Social Network มั้ยครับ… ถ้าจะชี้เฉพาะเจาะจงกันลงไปอีกก็ รู้จัก Hi5 มั้ยครับ D

สำหรับทุกๆคำถามด้านบน ผมอยากจะบอกว่า มันก็คือสิ่งๆเดียวกันครับ มันก็คือ Application ที่มีการทำงานผ่าน website นั่นเอง เพียงแต่ว่า Social Network เป็นเพียงแขนงๆหนึ่งสำหรับ Online Application นั่นเอง

ผมอ่านบทความของ Chris Brogan ซึ่งเกี่ยวกับเรื่องของ WebApp รูปแบบต่างๆ ซึ่งสำหรับเราชาวไทย อาจจะคุ้นบ้าง ไม่ค้นบ้าง หรือ ไม่เคยได้ยินเลยสักนิด วันนี้ผมเลยเก็บรวบรวมลิงค์จากบทความเอามาให้เพื่อนๆได้ลองแวะเข้าไปดูกัน

50 Online Applications and Sites to Consider

Blogging

bingoเรื่องของ blog หรือ weblog นี้เป็นสิ่งที่กำลังมาแรงในเรื่องของ New Media

ในเมืองนอก แทบจะกล่าวได้ว่า บ. ใหญ่ๆเกือบไม่มีที่ไหนที่จะไม่มี blog แล้ว

ยิ่งเป็น บ. ที่เกี่ยวข้องกับการตลาดแนวใหม่ๆหน่อย และอยากที่จะมีกระแส community เกี่ยวกับสินค้า / บริการของตนเอง ยิ่งขาด blog ไม่ได้เลยทีเดียว

มาดูตัวอย่าง blog service provider กันเลยดีกว่า

 

Blogger - free blogging and hosting.
Movable Type - paid software, needs host.
TypePad - paid blogging and hosting.
WordPress.com - free blogging and hosting.
WordPress.org - free blog software, needs host.
Tumblr - free blogging and hosting.

Microblogging

Microblogging เป็น website ที่มีรูปแบบคล้ายๆกับ blog ครับ อาจจะให้คำจำกัดความได้ยากหน่อย เอาเป็นว่าผมจะยกตัวอย่างเด่นๆของความแตกต่างละกันนะครับ นั่นก็คือ

“Microblogging นี่จะจำกัดจำนวนตัวอักษรในการพิมพ์ ซึ่งจะจำกัดอยู่ที่ 140 ตัวอักษรภาษาอังกฤษ”

เพราะ Micorblogging เน้นการเข้าถึงจากอุปกรณ์พวกมือถือด้วย อย่าง twitter จะเป็น webapp ที่เน้นการสร้างสังคม ระหว่างเรากับเพื่อนๆ เพื่อแลกเปลี่ยนกันว่าตอนนี้เราทำกิจกรรมอะไรอยู่

BrightKite - microblogging, mobile, location.
FriendFeed - microblogging/ aggregator.
Identi.ca - open source microblogging.
Jaiku - microblogging, mobile too.
Posterous - microblogging, and/or sends to other sites.
Pownce - microblogging and file sharing.
Plurk - microblogging and threaded conversations.
Seesmic - video microblogging.
Twitter - microblogging and mobile.
Utterz - microblogging, mobile, video.

Social Bookmarking

ลองมองระบบของ Search Engine นะครับ อย่าง google ซึ่งจะเก็บข้อมูล website ต่างๆเอาไว้ เวลาคนมามาค้นหาข้อมูล crawler จะไปดึงข้อมูลจาก web ต่างๆที่เก็บไว้มานำเสนอต่อเรา แต่ Social Bookmarking ไม่มี Crawler ที่เป็นโปรแกรม computer แต่จะเป็นการที่สมาชิกรวบรวม web ที่น่าสนใจเข้ามาไว้ในระบบ ดังนั้นเวลาที่เราเข้าไปหาข้อมูล ก็จะได้รายชื่อ web ที่มาจากการแนะนำของสมาชิกนั่นเอง

Delicious - bookmarking.
Ma.gnolia - enhanced bookmarking.
Sphinn - bookmarking/voting.
StumbleUpon - bookmarking and browsing.

Social News Sites

คล้ายกับ Social Bookmarking ตรงที่มีการรวบรวมส่งลิงค์ต่างๆมาจากสมาชิก แต่ Social New Sites จะเป็นข้อมูลข่าวเพียงอย่างเดียว

อย่าง digg ก็จะให้เราเข้าไปเลือกอ่านข่าวตางๆที่เพื่อนสมาชิกส่งมา และเราก็สามารถที่จะเลือกข่าวเข้าไปแบ่งปันกับเพื่อนๆได้ นอกจากนั้นเรายังสามารถแสดงความคิดเห็นต่อข่าวต่างๆได้อีกด้วย

Digg - social news.
Mixx - social news.
Reddit - social news.

Social Networks

ขอละไว้นะครับ เพราะผมไม่เชี่ยวชาญญญญญญญ 555

Facebook - general networking.
Flickr - photo and video sharing.
Last.fm - music sharing.
LibraryThing - book lovers.
LinkedIn - professional social networking.
MySpace - general networking.
Ning - white label social network.
Pandora - music sharing.
Yelp - rating restaurants and businesses.

Miscellaneous and Useful

ในกลุ่มนี้จะเป็นแนวของ website ที่รวบรวมข้อมูลต่างๆไว้ให้สมาชิกได้เข้ามาค้นหากัน อย่างเช่น upcoming.org จะเป็น การรวบรวม อีเวนท์เทศกาล สำคัญๆต่างๆจากสมาชิก

Twitter Search (formerly Summize) - search for what matters to YOU.
Picnik - free online photo editing. Good for avatar pic touchups.
Evernote - online and desktop note syncing/storage.
Upcoming.org - event sharing site (great for finding cool conferences).
Netvibes - web start page (has Ginger social features now, too).
Twingly - blog search.
Compete - web ranking analysis.
AideRSS - rates your blog posts.
Skitch - screen capture tool (mac).

Video Platforms

คือ website ดู vdo ดู clip ต่างๆนั่นเองครับ

Blip.tv - video hosting, sharing.
Google Video - video hosting, sharing.
Viddler - video hosting, sharing.
Vimeo - video hosting, sharing.
YouTube - video hosting, sharing.
Mogulus - live video platform.
uStream.tv - live video platform.
BlogTV - live video platform.
ooVoo - live video chat.

สำหรับนักการตลาด อย่าลืมแวะเวียนเข้าปดูกันได้นะครับ ช่องทางการตลาดเจ๋งๆเกิดใน website เหล่านี้เกือบทั้งนั้น

รูปภาพและบทความนำมาจาก blog ของ Chris Brogan

View Charlie Pongsangangan's profile on LinkedIn

Marketing Blogs - BlogCatalog Blog Directory

caverta buy caverta usa buy caverta buy generic caverta cheap caverta caverta generic veega viagra cheap caverta online buy cheap caverta buy cheap generic caverta caverta canada caverta cheap online rx caverta rx review buy caverta 100 mg