Custom Search

การคุกคามของการทำการตลาดแบบผิดๆ

Posted by bangkokian | New Marketing | Thursday 31 July 2008 4:13 pm

มีเรื่องกวนใจผมตั้งแต่เช้าที่ผ่านมาเนื่องจากเบอร์โทรศัพท์เบอร์หนึ่ง ซึ่งเป็นเบอร์ที่มีความพยายามสูงมั่กๆๆๆๆ สูงปรี๊ดดดดดดด (ทำเสียงแหลม) พยายามโทรเข้ามาหาผมตั้งแต่เมื่อวานตอนเย็นๆ แต่ผมไม่ได้รับสายเนื่องจากติดงานอยู่ และไม่ได้พยายามโทรกลับเพราะคาดเดาเอาไว้ว่าน่าจะเป็นเบอร์แนวๆพวกแจ้งยอดอะไรสักอย่าง (แนวๆพวกลงท้ายด้วย 02-xxx-0000) ซึ่งยังไงก็ตามผมต้องได้รับเอกสารเป็นลายลักษณ์อักษรอยู่แล้ว

แต่ๆแล้วๆ เช้าตรู่วันนี้ประมาณ 7 โมงเช้า ซึ่งผมถือว่าเป็นเวลาส่วนตัวอยู่ โทรศัพท์เบอร์เดิมก็โทรเข้ามาอีก (เบอร์สมมติ 02-791-000) ผมก็เลยรับสาย เพราะกลัวว่าอาจจะเป็นเรื่องสำคัญเร่งด่วนอะไรสักอย่างจากงานที่ผมติดต่ออยู่ พอผมรับสาย

เสียงที่ลอยมาตามสายก็คือ สวัสดีค่ะ ถ้าท่านต้องการฟังข้อมูลต่อ กด 1 ถ้าท่านต้องการฟังข้อมูลภายหลังกด 2 ผมตัดสายทิ้ง เพราะผมเกิดอารมณ์รำคาญขึ้นมาละ เวลาส่วนตัวผม (กู) คุณ (มึง)ยังอุตส่าห์โทรมาขายของ ผมหงุดหงิดขึ้นมา 30%

ผ่านไปชั่วโมงกว่าๆ ผมอยู่ที่ลาน free weight ใน fitness โทรศัพท์ก็ดังเข้ามาอีก ผมตัดสินใจว่าอยากรู้ว่า สินค้าอะไรที่โทรมากวน (เท้า) และตื้อได้อย่างไร้มารยาทขนาดนี้ ผมตัดสินใจกด 1

ยินดีด้วยค่ะ คุณเป็นผู้โชคดีหนึ่งใน 50 ท่านที่ทาง XXX Fitness เลือกขึ้นมา WOWWWWWWW เพียงคุณ… ตรู๊ดดดด ผมตัดสายทิ้ง
เสียง operator ผู้หญิงที่ลอยมาตามสายนั้นเต็มไปด้วยความตื่นเต้นดีใจประหนึ่งว่า ยินดีกับผมจริงๆ… แต่คุณรู้มั้ย คุณกำลังสร้าง bad perception ให้กับกลุ่มลูกค้าเช่นผม ความหงุดหงิดเพิ่มมาที่ 70%

ผมเดินทางมาทำงานตามปกติ

แต่แล้วเมื่อสิบนาทีที่ผ่านมานี่เอง !!!! กริ๊งงงงงงง มันโทรมาอีกครับ ทั้งๆที่โทรมาแล้วไม่ต่ำกว่าสองที แล้วผมก็กดสายทิ้งตลอด ผมก็เลยตัดสินใจที่จะนำเรื่องนี้มาเขียนเล่าสู่กันฟัง

ดังนั้น จากการที่เขาอาจจะได้สมาชิก club ของเขาเพิ่มอีก 1 คน กลับกลายเป็นว่า เขาสร้างคนที่เกิด bad brand recognition ขึ้นมา 1 คน (ซึ่งจะนำไปเล่าต่อให้เพื่อนๆฟังอีกไม่ต่ำกว่า 10 คน) มันคุ้มกันมั้ยกับสิ่งที่เขาลงทุนทำอยู่??

ประเด็นที่เกิดขึ้นจากเรื่องราวทั้งหมด อันเป็นสิ่งที่จะทำให้เกิด bad perception และนำไปสู่ bad recognition ในตัวแบรนด์ของสินค้า

1. ผมไม่เคยให้ข้อมูลกับบริษัท fitness แห่งนั้น และไม่เคยแสดงความจำนงที่จะรับข้อความใดๆจากทางบริษัท สิ่งที่คุณทำจึงเป็น “การคุกคามผู้บริโภค”

2. การแจ้งโปรโมชั่นที่ดูไม่เนียน หรือ มีความเป็นไปได้ต่ำ เข้าข่ายของ “การหลอกลวงผู้บริโภค” มีความเป็นไปได้กี่ % ที่คุณจะคัดเลือกคนขึ้นมาเพียง 50 คนจริงๆ มันไม่คุ้มกับการลงทุนเลย non-sense ไปหน่อยสำหรับ dialog ชวนเชื่อแบบนั้น

3. สิ่งที่แย่ที่สุดก็คือ คุณตั้งโทรศัพท์ระบบอัติโนมัติโดยไม่ได้ดูเวลาเลย คุณโทรหาลูกค้าโดยที่ไม่สนใจเวลาเลยว่าตอนไหนเป็นเวลาส่วนตัวของลูกค้า “คุณกำลังลุกล้ำสิทธิส่วนบุคคลของผู้บริโภค”

สิ่งที่คุณควรจะรู้ในก่อนที่จะแจ้งข่าวสารให้กับลูกค้าของคุณตามหลัก Permission Marketing ของ Seth Godin

1. การขออนุญาติ เพื่อหลีกเลี่ยงการต่อต้านในจิตใจของลูกค้า โดยพื้นฐานแล้วมนุษย์ทุกคนมีเส้นล้อมรอบตัวอยู่เป็นวงกลม ถ้าใครมาเดินๆเลียบๆและทำท่าพยายามจะเข้ามา โดยที่ไม่ได้ขออณุญาติเรา เราจะต่อต้าน และสร้างภาพลักษณ์ในเชิงลบแก่สิ่งนั้นๆที่ทำท่าเหมือนจะคุกคาม

2. การศึกษาจิตวิทยาพื้นฐานของมนุษย์ คุณควรจะรู้ว่า เวลาไหน ควร ไม่ควร ในการจะทำอะไร ถ้ามีคนโทรมาหาคุณเพื่อขายของตอนสองทุ่ม คุณจะชอบมั้ย เรื่องนี้ก็ควรใส่ใจให้หนักหน่อย

3. การเลือกใช้ถ้อยคำ ที่ดูสร้างสรรค์กว่าสิ่งที่คุณใช้อยู่ เพราะแค่คุณพูดออกมาเรื่องผู้โชคดี จะมีกี่คนใน กทม. เชื่อเรื่องนี้ของคุณ??

หวังว่าถ้า staff การตลาดของบริษัทที่ผมเขียนถึง ได้อ่านเรื่องนี้ดู น่าจะเป็นประโยชน์แก่เขาบ้าง ไม่มากก็น้อย

fitness_1_450

ภาพประกอบจาก internet

View Charlie Pongsangangan's profile on LinkedIn

A-Z ของเด็กยุค 2000 (เก็บตกจาก email)

Posted by bangkokian | Cool Stuffs | Wednesday 30 July 2008 3:27 am

 

X6810669-0 

A = Apple
B = Bluetooth
C = Core2
D =
http://del.icio.us/
E = eMule

F = Facebook
G = Google
H =
http://www.hit.ac.il
I = iPhone
J = Java
K = KaZaa
L = Linux
M = MSN
N = Napster
O = Office
P = Play Station
Q = QuickTime
R = RSS
S = Second Life
T = Tag
U = USB
V = Vista
W = Wikipedia
X = XP
Y = YouTube
Z = Zuma

มันเป็นเรื่องขำๆ เกี่ยวกับช่องว่างของวัยครับ พอดีเรื่องที่ผมได้มาจากอีเมล์ในวันนี้ มันดันไปสอดคล้องกับเรื่องที่ลงอยู่ใน blog ของ บริษัทผมที่คุณรันเจ้าของบริษัทเขียนเอาไว้ ลองอ่านได้ด้านล่างครับ

Looking through Their Eyes - โลกของคุณ กับโลกของเขา ไม่เหมือนกัน…

Author: niran

10.07.2008

วันนี้มีรุ่นน้องคนนึงของผม ส่ง MSN ถามผมมาเกี่ยวกับเรื่อง “เทป” นี่เป็นบทสนทนาแบบย่อๆ…

ไอ้รุ่นน้อง: “เอ่ออ พี่รัน วีดีโอเทป ก้อคือเทปป่ะ”
ผม: “media น่ะเป็นเทป แต่ต่างกันตรงบันทึกภาพหรือเสียงไง”
ไอ้รุ่นน้อง: “งงได้อีกพี่รัน…”
ผม: “วิดีโอเทป มันเป็นเทปที่บันทึกได้ทั้งภาพและเสียง ส่วนเทปมันบันทึกได้แค่เสียงอย่างเดียว”
ไอ้รุ่นน้อง: “แล้วไอ้เทปที่มันบันทึกแต่เสียงอย่างเดียว เรียกว่าไรอ๋อ”
ผม: “cassette tape…”
ไอ้รุ่นน้อง: “โอเค… get!!”
ผม: “เด็กสมัยนี้ ไม่รู้จักวิดีโอเทปจริงๆ อ่ะ..!?!?”
ไอ้รุ่นน้อง: “………….”
ผม: “&^*&%^(*#$@!”

แรกๆ ผมคิดในใจว่า ไอ้รุ่นน้องคนนี้มันบ๊องหรือเปล่าวะ ไม่รู้จักกระทั่งวิดีโอเทป… จนกระทั่งผมถามน้องออย มาร์เกตติ้งไฟแรงเพิ่งเรียนจบใหม่ๆ ของแมกซินคิวบ์ ก็ได้ความว่า เด็กสมัยใหม่ หลายๆ คนแทบไม่รู้จักวิดีโอเทปกันจริงๆ!! แล้วผมก็เริ่มนึกไปถึงเรื่องที่รุ่นน้องบางคนเคยแซวๆ ผมเรื่องเพลงเก่าๆ เค้าบอกว่า เกิดมาก็รู้จักแต่ Retrospect แล้ว… เบิร์ดกะฮาร์ดคือใคร เป็น สส. หรือเปล่า?

ในที่สุด ผมเริ่มสำเหนียกได้ว่า ระหว่างพวกเด็ก teenage รุ่นใหม่ (-teen คืออายุยังไม่ถึง 20 ปี) กับรุ่นวัยอย่างผม (20 ปลายๆ ถึง 30 ต้นๆ) ห่างกันแค่สิบปี แต่ว่า lifestyle ของคนสองกลุ่มนี้ห่างกันราวฟ้ากับเหว

เด็กรุ่นใหม่ไม่เคยรู้จักทีวี 5 ช่อง ไม่อินกับเบิร์ดธงชัย ไม่รู้จักเฉลียง ไม่เคยซื้อซีดีแผ่นละ 400 บาท ไม่เคยจับเทปคาสเซต ไม่เคยใช้เพจเจอร์ ไม่เคยนัดเจอเพื่อนโดยไม่มีโทรศัพท์มือถือ ไม่รู้จักการสอบเทียบ ไม่เคยใช้โมเด็ม 28.8 Kbps ไม่เคยฟังวิทยุรอบดึกตอนอ่านหนังสือก่อนสอบเอนทรานซ์ และไม่เคยอะไรๆ อีกต่างๆ นาๆ

ตลอดที่ผมทำงานมา ผมมีความเป็นห่วงในเรื่องช่องว่างระหว่างมนุษย์ดิจิตอล กับมนุษย์ธรรมดา (digital divide) หรืออีกนัยหนึ่ง ก็คือความแตกต่างระหว่างคนวัยทำงาน กับกลุ่มคนที่เริ่มเข้าสู่วัยกลางคน (ถึงวัยกลางคน) ว่าการที่จะ educate กลุ่มคนกลุ่มหลังใช้หันมาเรียนรู้และใช้งานเทคโนโลยี เป็นเรื่องที่ท้าทาย และน่าให้ความสนใจ

แต่ผมลืมมองตัวเอง…

หันกลับมาอีกที ตัวผมเองกลับมี digital divide กับกลุ่ม teenage ไปเรียบร้อยแล้ว

ปัญหาก็คือ lifestyle ที่โคตรแตกต่างกันของคนสองกลุ่มนี้คืออะไร?

เมื่อพฤติกรรมการใช้ชีวิตเปลี่ยนแปลงไปเพราะดิจิตอล คาแรกเตอร์ของวัยรุ่น จะเริ่มมีแนวโน้มปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมในโลกยุคนี้มากยิ่งขึ้น แต่นักการตลาดหลายคนซึ่งเป็นคนกลุ่มเดียวกับผม ยังคงมอง target group ของตัวเอง ด้วยสายตาของคนอายุ 30 และยังคงเชื่อว่า พฤติกรรมของกลุ่ม teenage ยังไม่แตกต่างจากกลุ่มของตนเองมากนัก

พฤติกรรมการใช้ชีวิต มีผลกระทบในทางจิตวิทยากับการตลาดอย่างไร?

ข้อแรก วัยรุ่น จะเป็นกลุ่มที่ปราณีตในการเลือกมากขึ้น (choosy) ความต้องการของวัยรุ่นจะหลากหลายมากขึ้น และต้องการใน “สิ่งที่ดีที่สุด” มากยิ่งขึ้น สาเหตุเนื่องมาจากข้อมูลมากมายมหาศาลในยุคปัจจุบัน เปิดทางเลือกให้กับผู้บริโภค ที่เลือกจะสนใจ (pay attention) ในสินค้าหรือบริการที่ตรงใจมากที่สุด สินค้า mass จะมียอดขายที่ไม่สูงเหมือนก่อน (ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดมากคือ ดนตรีในยุคก่อน จะได้รับความนิยมมาก และยาวนานกว่าดนตรีในยุคปัจจุบันแบบเทียบกันไม่ติด ถ้าไม่เชื่อ ลองเอาสถิติจาก Billboard มาดูได้) สินค้า niche จะมีบทบาทมากขึ้นในชีวิตประจำวัน

ข้อสอง วัยรุ่น มีแนวโน้มที่จะมีสังคมลดลง อันนี้เป็นเรื่องที่ค่อนข้างอันตราย แต่ก็แสดงให้เห็นชัดเจนถึง lifestyle ของวัยรุ่นบางกลุ่มที่สามารถมีชีวิตอยู่ในโลกส่วนตัวได้ โดยไม่รู้สึก “ขาด” การปฏิสัมพันธ์ระหว่างคนในสังคม จะผ่านช่องทางดิจิตอลมากยิ่งขึ้น และผมเชื่อว่า ด้วยสภาพแวดล้อมที่เป็นรูปแบบนี้ (อิสรภาพทางการติดต่อสื่อสารด้วยต้นทุนที่ต่ำ) จะทำให้วัยรุ่นมีความเป็นส่วนตัวมากขึ้น และหวงแหนโลกส่วนตัวมากกว่าในอดีต

ข้อสาม ที่น่าสนใจมากๆ ก็คือ วัยรุ่นมีแนวโน้มที่จะมีความอดทนลดลง และคุณค่าของสินค้าที่อยู่ในมือเขาจะลดต่ำลงอย่างไม่น่าเชื่อ เมื่อก่อนตอนผมเป็นเด็ก เคยรอที่จะอ่านหนังสือการ์ตูนรายสัปดาห์อย่าง Zero หรือ Talent หลังจากอดทนมาตลอดหนึ่งอาทิตย์ แต่ละวันอังคารตอนเย็น ผมและเพื่อนๆ จะรีบวิ่งออกจากโรงเรียนเพื่อซื้อหนังสือการ์ตูนที่ออกใหม่แกะซองกันอย่างกระตือรือล้น บางคนถึงกับยืนอ่านอยู่ตรงหน้าร้านการ์ตูนนั่นเลย

การอดทนรอคอยอะไรก็ตาม มันมักจะให้ความสุขเสมอ เมื่อเราได้รับผลตอบแทนจากความอดทน

ความสุขที่ได้มันมักจะเพิ่มเป็น double คุณค่าของสินค้าที่ตีค่าได้จากความสุขที่ได้รับนั้น มันก็เพิ่มเป็น double เช่นกัน

แต่ในยุคนี้ พวกวัยรุ่น ซึ่งไม่เคยอยู่ในโลกยุคแห่งการรอคอยอย่างเรา พวกเขาแทบไม่รู้จักคำว่า “รอ” แทบจะทุกสิ่งทุกอย่างที่พวกเขาบริโภคในชีวิตประจำวัน สามารถหามาได้ โดยแทบไม่ต้องใช้การอดทน (torrent, iPod, ซีดีเถื่อน, music station online) ไม่ว่าจะเป็น ดนตรี, ภาพยนตร์, เกมส์, ข้อมูลข่าวสาร, การติดต่อสื่อสารประจำวัน

ตัวอย่างที่เห็นง่ายๆ ชัดเจน ก็คือ ในยุคเกมส์แฟมิคอม ยังไม่มีการก๊อปปี้กันด้วยต้นทุนที่ถูกเท่า Playstation สมัยนี้ เด็กในยุคนั้นจะมีความสุขกับเกมส์ๆ หนึ่งนานมาก เนื่องจากต้นทุนที่จะได้มาซึ่งเกมส์ๆ หนึ่งนั้นค่อนข้างสูง ทำให้คุณค่าของเกมส์มีมากขึ้นตามจำนวนเงินที่ได้จ่ายออกไป รวมถึงปริมาณเกมส์ที่เด็กแต่ละคนเป็นเจ้าของนั้นมีน้อยด้วยข้อจำกัดด้านงบประมาณ

เมื่อเปรียบเทียบกับยุค P
laystation 3 (หรือ XBox หรือ Wii) พวกเราสามารถไปสะพานเหล็กซื้อเกมส์เจ๋งๆ ได้ในราคาไม่กี่สิบบาท!! หรือยิ่งกว่านั้น สำหรับคนที่อินเทอร์เนตเร็วๆ สามารถดาวน์โหลดเกมส์ Playstation 3 ทั้งเกมส์ผ่านทาง torrent โดยรอเพียงแค่ไม่เกิน 2 ชม.!! เร็วกว่าไปกลับสะพานเหล็ก และค่าใช้จ่ายมีเพียงค่าไฟเท่านั้น!!

ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น ก็คือ เด็กๆ จะมีเกมส์ของตัวเองอยู่เป็นปริมาณมหาศาล แล้วพวกเค้าจะทำอย่างไร กับเกมส์ที่ไม่ดึงดูดใจ ใน 10 นาทีแรกที่ลองเล่น…?

คำตอบของเด็กส่วนใหญ่ คือโยนทิ้งครับ… -)

โจทย์ของนักการตลาดยุคก่อน ก็คือ “ทำอย่างไร ให้เด็กเลือกที่จะหยิบเกมส์ของคุณ จากเกมส์ร้อยกว่าเกมส์ที่อยู่ตรงหน้า…?”

ในยุคนี้ โจทย์ที่เพิ่มมาอีกอย่างหนึ่ง ก็คือ “ทำอย่างไร ให้เค้าไม่โยนทิ้งไป แล้วเลือกเกมส์ใหม่ที่น่าสนใจเหมือนๆ กัน…?”

…………………………………………..

 

New Marketing Channel, New Media

Posted by bangkokian | New Marketing, Published Articles | Monday 28 July 2008 12:49 pm

เคยได้ยินคำว่า New Media กันมั้ยครับ? สำหรับผู้ที่อยู่ในแวดวงของการทำการตลาด หรือ โฆษณา ย่อมต้องเคยได้ยินคำศัพท์คำนี้กันมาบ้างแล้ว แต่สำหรับกลุ่มคนในวงกว้างทั่วๆไป คำศัพท์คำนี้ อาจจะยังแปลกใหม่ และ แปลกหูกันอยู่บ้าง

สำหรับท่านที่รู้ๆจักคำนี้กันอยู่แล้วอย่าพึ่งร้องยี้ หรือเบือนหน้าหนีเลิกอ่านไปซะก่อนนะครับ ผมอยากให้ถือซะว่าผมขอนำเอามุมมองอีกมุมที่มองในภาพรวมของคำว่า New Media มาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันครับ ไม่พูดพร่ำทำเพลง เรามาทำความรู้จักกับคำว่า New Media กันเลยดีกว่า

new-technologies-media-making-senseNew Media คืออะไร? 

New Media หรือ สื่อใหม่ เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นมาในช่วงเวลาประมาณ 20 กว่าปีที่ผ่านมานี่เอง (จุดอ้างอิงของเวลาที่มักจะถูกนำมาพูดถึงกันก็คือในช่วงกลางทศวรรษ 80) หรือ เรียกได้ว่าเกิดมาพร้อมๆกับการบูมของการใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล (Personal Computer - PC) และ Internet

ลองมองภาพตามนะครับในช่วงก่อนยุค New Media โลกของการสื่อสารระหว่างองค์กรธุรกิจ กับ ผู้บริโภค จะเป็นไปในรูปแบบของการใช้สื่อสิ่งพิมพ์ โทรทัศน์ และ วิทยุ ซึ่งเป็นสื่อที่พวกเราคุ้นหู คุ้นตากันเป็นอย่างดี (ยิ่งถ้าตอนนี้คุณอายุเกิน 25 ปี) ผมจะขอเรียกยุคนี้ว่า ยุคก่อนการเฟื่องฟูของ internet (Pre Internet Era) การที่องค์กรธุรกิจจะทำการโฆษณาในสื่อพวกนี้จำเป็นที่จะต้องใช้เงินทุนที่ค่อนข้างสูงในการที่จะทำการเผยแพร่ในแต่ละครั้งๆ แต่หลังจากการบูมของ Internet ซึ่งผมจะขอเรียกว่ายุคเฟื่องฟูของ internet (Internet Renaissance) รูปแบบของการสื่อสารระหว่างองค์กรธุรกิจและผู้บริโภคก็เริ่มเปลี่ยนรูปแบบไป จากเดิมที่ต้องใช้เงินมหาศาลเพื่อซื้อช่วงเวลาโฆษณาในโทรทัศน์ หรือเช่า billboard บนทางด่วน

ช่องทางใหม่ที่เกิดขึ้นบน internet นี้ สามารถลดต้นทุนจำนวนมหาศาลเหล่านั้นลงไปได้ นอกจากนั้นช่องทางที่ถือกำเนิดขึ้นมาใหม่นี้ ยังช่วยให้องค์กรธุรกิจสามารถที่จะสื่อสาร และ เข้าถึงผู้บริโภคก็เพิ่มมากขึ้นโดยที่ไม่ต้องแบกรับต้นทุนที่มากมายเมื่อเทียบกับยุคก่อน

ในบางมุมมอง มีการให้คำจำกัดความของคำว่า New Media ควบคู่ไปกับ Digital Media เนื่องจากว่า New Media ใช้ช่องทางของ Internet เป็นสื่อกลาง ( Median) ในการส่งผ่านข้อมูล ตั้งแต่ช่วงทศวรรษที่ 90 เป็นต้นมาอุปกรณ์ต่างๆที่เกี่ยวเนื่องกับผลิตภัณฑ์ digital และ คอมพิวเตอร์ ก็ได้มีอัตราการเติบโตอย่างรวดเร็วแบบติดจรวด

Gordon Moore หนึ่งในผู้ก่อตั้งของบริษัทผู้พัฒนาชิปคอมพิวเตอร์ยักษ์ใหญ่อย่าง Intel ได้เคยทำนายเอาไว้เมื่อปี คศ. 1965 ว่า ทุกๆ 18 เดือน ชิปคอมพิวเตอร์จะเพิ่มความสามารถเป็นเท่าตัว (ผู้อ่านหลายๆท่านอาจจะรู้จักกฏข้อนี้ในนามของ Moore’s Law ซึ่งในภายหลังเมื่อปี 1975 Moore ขอเปลี่ยนตัวเลขจากเดิมที่เขาเคยทำนายเอาไว้จาก 18 เดือนเป็น 2 ปี)

Moores-Law

ในปัจจุบันไม่เพียงแต่ชิปคอมพิวเตอร์เท่านั้นที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว (มากๆ) ลองดูอุปกรณ์อิเล็คโทรนิกส์ต่างๆไม่ว่าจะเป็น กล้องดิจิตอล เครื่องเล่น MP3 โทรศัพท์มือถือ อุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลแบบพกพาต่างๆ ฯลฯ ที่เปลี่ยนเร็ว และเพิ่มประสิทธิภาพ จนเราตามไม่ทัน เรียกได้ว่าไม่นานหลังจากซื้ออุปกรณ์อิเลคโทรนิคพวกนี้มาเราก็ล้าสมัยเกือบจะทันที (ผมซื้อ iPod Video 80 GB มาเมื่อปี 2006 ผ่านมาไม่ถึงปีครึ่ง iPod Classic 160 GB ก็ออกวางขายในตลาด ด้วยราคาที่ถูกกว่า!!! แย่จริง!!!)

gordon-moore แน่นอนนอกจากผลิตภัณฑ์ต่างๆที่กล่าวมาข้างต้น (ด้วยความเจ็บช้ำนิดๆ) ความเร็วของการส่งผ่านข้อมูลผ่านสาย cable ก็เพิ่มมากขึ้นตามไปด้วยเช่นกัน ทำให้ช่องทางที่องค์กรธุรกิจและผู้ผลิตจะส่งข้อมูลต่างๆให้กับผู้บริโภคก็ใหญ่ขึ้นตามไปด้วย

นักการตลาดเล็งเห็นโอกาสที่จะใช้ช่องทางนี้เพื่อพูดคุยกับผู้บริโภคมากขึ้น New Media จึงเป็นการใช้ช่องทางในโลก Digital ลำเลียงข่าวสาร (Digital Content) ให้ผู้บริโภคอย่างไม่มีเวลาหยุดพัก 24/7 โดยที่ New Media สามารถที่จะเข้าถึงผู้บริโภคที่องค์กรธุรกิจของเราต้องการได้มากกว่าการทำสื่อแบบเก่าในอัตราที่เทียบกันไม่ได้

ความเร็วที่ข้อมูลถูกส่งผ่านข้อมูลให้กับผู้บริโภคที่เพิ่มมากขึ้นนั่นหมายถึง

รูปภาพของผลิตภัณฑ์ที่สวยขึ้น รายละเอียดของสินค้าที่เพิ่มมากขึ้น และ ลูกเล่นต่างๆที่เราจะใส่เข้าไปในสื่อที่เราจะจัดส่งให้กับผู้บริโภคเพื่อดึงดูดความสนใจของผู้บริโภคก็มีมากขึ้นได้นั่นเอง

New Media อิทธิพลใหม่ของคนในยุค 2000

ด้วยความที่เราอาจจะไม่เคยสังเกตว่ารอบๆตัวเรามีการเปลี่ยนแปลงการใช้สื่อต่างๆอย่างมากมายในช่วงเวลาไม่ถึง 10 ปีที่ผ่านมา สื่อ New Media ก็เข้ามาล้อมรอบตัวเราอยู่เต็มไปหมดแล้ว สื่อหลายๆตัวก็กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเราในปัจจุบันที่เราขาดไม่ได้ เคยมีคำกล่าวเปรียบเทียบติดตลกๆว่า ปัจจัยที่ 5 ที่จำเป็นสำหรับคนเราในปัจจุบันนี้ก็คือ Internet ซึ่งจะกล่าวไปก็คงไม่เกินจริงเท่าไรนัก ผมเองก็เป็นคนหนึ่งที่ต้องเปิดเช็ค e-mail เป็นกิจกรรมอย่างแรกๆในตอนเช้าหลังตื่นนอน

ลองมาดูตัวอย่างของ New Media ที่อยู่ในชีวิตประจำวันกันสักนิดดีกว่าครับ

- Websites / Web Advertising (เห็นมั้ยครับว่ามันใกล้ตัวมาก) ไม่ว่จะเป็น website แบบไหน มันก็คือ new media ครับ- Streaming Audio and Video (YouTube.com, Imeem.com, etc.) Media ไฟล์ออนไลน์ต่างๆให้เราเข้าไปชม หรือโหลดมาใช้งานได้

-

E-mail / Instant Messenger / Chat Rooms / Web Board

- Online Communities (Hi5, Facebook, Multiply, Twitter, etc.) ข้อมูลจาก alexa.com ผู้ให้บริการข้อมูลด้านสถิติการใช้งาน website ต่างๆทั่วโลกรายงานว่า ในประเทศไทย website ที่มีคนเข้าชมมากที่สุดเป็นอันดับ 2 ต่อวันก็คือ Hi5 และสมาชิกของ Hi5 ก็มาจากประเทศไทยมากเป็นอันดับ 2 ครับ- DVD และ CD-ROM (Media ตัวนี้เป็นต้นแบบแรกๆของ Digital Content เลยครับ text book และ magazine หลายๆฉบับก็ใช้แนวคิดนี้ แถมซีดีเพื่อเป็นแหล่งข้อมูลเสริมสำหรับผู้อ่าน)

- Virtual Reality Environments (เช่น Secondlife.com Website VR community ชื่อดังของ Lindenlab และในช่วงปลายปีนี้ Shade Studio ที่มีส่วนรวมในการทำหนัง FFVII-Advent Childจะเปิด Virtual Reality Environment ชื่อ BlueMars ซึ่งน่าจะเป็น Talk of the town (ที่เมืองนอก) กันเลยทีเดียว)

- Mobile Computing / Internet Telephony / SMS / Etc.

ที่กล่าวมาเบื้องต้นนี้เป็นตัวอย่างส่วนหนึ่งของ New Media ที่รายล้อมอยู่รอบๆตัวของเราครับ เราอาจจะไม่เคยสังเกตุถึงสิ่งเหล่านี้เท่าไรเพราะเราอยู่กับมันเกือบตลอดเวลาอยู่แล้ว อย่างไรก็ตามไม่ใช่ว่า New Media จะมีแต่ข้อดีเพียงอย่างเดียว ข้อเสียของ New Media ก็มีให้เห็นอยู่บ้างเหมือนกัน อาจจะเป็นเพราะการเติบโตที่เร็วแบบติดจรวดของ New Media ทำให้องค์กรธุรกิจมากมายหลายแห่งสนใจที่จะเข้ามาเป็นผู้เล่นที่ใช้ช่องทางนี้ในการประกอบธุรกิจโดยขาดการศึกษาให้เข้าใจอย่างถ่องแท้ จึงส่งผลให้ปรากฎปัญหาของการใช้งานตามมาหลายๆอย่าง

เราลองมาดูปัญหาที่เห็นได้ชัดสักอย่างหนึ่งก็คือ เรื่องของการล่วงละเมิดสิทธิส่วนบุคคลของผู้บริโภค เนื่องด้วยการหา e-mail ของผู้บริโภคนั้นเป็นเรื่องที่ง่ายแสนง่ายสำหรับผู้ที่มีความรู้ด้านระบบคอมพิวเตอร์ (Hacker) เมื่อคนพวกนี้ได้ e-mail มาแล้วก็ได้นำ e-mail เหล่านี้ไปขายให้แก่องค์กรธุรกิจต่างๆ อันเป็นที่มาของปัญหาเช่น การส่งเมล์ขยะ (Spam, Junk Mail) เคยมั้ยครับที่มี E-mail อะไรก็ไม่รู้ส่งมาให้เราทั้งๆที่เราไม่เคยไปยุ่งอะไรกับองค์กรที่ส่งมา จนในที่สุดเราก็ต้อง block มันไปด้วยความรำคาญ เพราะเหตุที่เกิด spam ขึ้นมาเยอะๆนี่แหละครับที่ส่งผลให้เกิดปัญหาในช่องทาง New Media ขึ้นมา

องค์กรที่ส่ง e-mail หาลูกค้า ด้วยหวังว่าจะทำการโฆษณาผลิตภัณฑ์ของตัวเองให้ผู้บริโภคด้วยต้นทุนที่ต่ำ กลับต้องเสียชื่อเสียงและเกิด bad brand recognition ในใจของลูกค้าไปอีก ซวยซ้ำซวยซ้อน!

ด้วยเหตุนี้ Seth Godin เจ้าพ่อผู้บุกเบิกการตลาดทางอินเตอร์เน็ทจึงให้กำเนิดทฤษฎีทางการตลาดขึ้นมา 1 ทฤษฎี อันเป็นที่รู้จักกันในวงกว้างว่า “Permission Marketing” 

seth-godin

ซึ่งไอ้เจ้า Permission Marketing นี่มันก็คือการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในด้านบน ด้วยวิธีการง่ายๆก่อนที่องค์กรธุรกิจจะติดต่อสื่อสารใดๆกับผู้บริโภค จำเป็นจะต้องขออนุญาติผู้รับสารก่อนที่จะส่งข้อมูล ข่าวสารไปให้ ซึ่งด้วยวิธีการนี้จึงจะเป็นวิธีการที่ถูกต้องที่จะเพิ่มยอดขายให้กับสินค้า-บริการ ขององค์กรได้ง่ายๆ ยกตัวอย่างเช่น

amazon Amazon.com ยักษ์ใหญ่แห่งธุรกิจร้านค้าออนไลน์ได้ขออณุญาติที่จะเก็บข้อมูลการซื้อหนังสือของลูกค้าเมื่อลูกค้าทำการซื้อหนังสือในแต่ละครั้ง และ ส่งข้อมูลของหนังสือที่ผู้ลูกค้าน่าจะสนใจให้กับลูกค้าผ่านทาง E-mail ผลก็คือลูกค้าตอบรับกลับมาด้วยการสั่งซื้อหนังสือเพิ่ม ดังตัวอย่างต่อไปนี้ ถ้าคุณสั่งซื้อหนังสือเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ยุคโรมันสัก 3 เล่ม จากการสั่งซื้อหนังสือทั้งหมด 5 เล่ม ทาง Amazon ก็จะทำการเก็บข้อมูลไว้ และนักการตลาดของ Amazon ก็จะคิดซะว่า คุณน่าจะมีความสนใจในเรื่องของ ประวัติศาสตร์ยุคโรมัน Amazon ก็จะจัดทำลิตส์ของหนังสือที่เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ยุคโรมันส่งมาให้คุณเพื่อเป็นทางเลือกเพิ่มเติมให้กับคุณ

ในอดีตการใช้สื่อแบบเก่า (Old Media) เป็นการสื่อสารที่คิดว่าให้คนเห็นสินค้า ให้เห็นผลิตภัณฑ์เยอะๆเป็นการดี ติดป้าย Billboard เข้าไป อัดสื่อใหญ่ๆ ใช้เงินเยอะๆ น่าจะทำให้คนรู้จักสินค้าของเรา และคนที่กลับมาบริโภคสินค้าของเราน่าจะเยอะตามไปด้วย แต่สื่อใหม่ New Media คิดอีกมุมมองหนึ่งก็คือ ถ้าคนรู้จักสินค้าของเราเยอะๆก็เป็นเรื่องดี แต่ถ้าเรารู้จักผู้บริโภคที่เป็นผู้บริโภคที่มีแนวโน้มจะซื้อสินค้าของเราจริงๆ หรือเป็นผู้บริโภคที่มีความซื่อสัตย์ต่อแบรนด์และสินค้าของเรา นี่ซิดีกว่า ส่งข่าวสารให้คนเพียง 100 คนที่มีแนวโน้มจะซื้อสินค้าของเรา แล้วมีคนกลับมา 50 คนย่อมดีกว่าสื่อข่าวสารให้คนทั่วๆไป 1000 คน แล้วกลับมาแค่ 50 คน

บทความนี้ตีพิมพ์ลงในนิตยสาร S+M - Strategy&Marketing Vol.07 Issue 79 2008

ภาพประกอบจาก internet / pictures from internet

400 GB Blu-ray

Posted by bangkokian | Cool Stuffs | Wednesday 9 July 2008 3:41 am

เก็บตกข่าวที่สุดยอด (สำหรับผม) Pioneer หนึ่งในยักษ์ใหญ่ด้านอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าของโลก เตรียมให้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับนวัตกรรมใหม่ในวันที่ 13 กรกฎาคม ที่จะถึงนี้ เกี่ยวกับ แผ่น Blu-Ray ที่มีความจุมากถึง 400 GB!!!

ซึ่งแน่นอนว่าการวงาขายจริงคงไม่ได้เกิดขึ้นในเร็วๆนี้ แต่ก็ไม่น่าเกิน 3-5 ปีนี้แน่ๆ ความจุขนาด 400 GB นี่เทียบเท่าได้กับ Hard disk ขนาดย่อมๆเลยทีเดียว และสิ่งที่จะถามมาเมื่อนวัตกรรมนี้วางขาย ก็คืออุปกรณ์เครื่องใช้ต่างๆ ที่จะต้องวางขายเพื่อออกมารองรับนวัตกรรมนี้ ไม่ว่าจะเป็น TV จอที่ใหญ่ขึ้น เครื่องเสียงที่ให้เสียงที่มีมิติมากขึ้น และ เครื่องเล่นแผ่น disc ที่ต้องรองรับการอ่านข้อมูลของแผ่น

pioneer-blu-ray-16-layer-disc-400gbข้อมูลที่ผมได้รับมาคร่าวๆ เกี่ยวกับแผ่น Blu-Ray แบบใหม่นี้ก็คือ การจัดเก็บข้อมูลจะแบ่ง layer เป็น 16 layer แต่ละ layer จะจัดเก็บข้อมูลโดยประมาณ 25 GB

ในปัจจุบันนี้แผ่น Blu-Ray ที่ใช้งานกันอย่างแพร่หลายในวงกว้าง จะมี 2 รูปแบบคือ Single Layer และ Dual Layer ซึ่งให้ความจุ 25 GB และ 50 GB โดยประมาณตามลำดับ

ต้องติดตามกันต่อไปครับว่าข่าวคราวของเจ้าสิ่งนี้ จะเป็นอย่างไรในอนาคต!

   

View Charlie Pongsangangan's profile on LinkedIn

Make a BUZZ, Create Community, bLog it ตอนที่ 4

Posted by bangkokian | New Marketing | Tuesday 8 July 2008 4:19 pm

ในตอนที่แล้วผมฝากให้เป็นการบ้านสนุกๆ ให้เพื่อนๆลองนึกๆกันดูว่า… เราจะทำอย่างไรให้ลูกค้าได้รู้สึกเป็นส่วนหนึ่ง เป็นส่วนร่วม และได้รับการยอมรับในโลก Cyber แห่งนี้ วิธีการที่แต่ละองค์กรธุรกิจเลือกใช้มันก็มีมากมายขึ้นอยู่กับความคิดสร้างสรรค์ที่จะสร้างขึ้นมา ผมจะขอยกตัวอย่างกรณีศึกษาที่ผมพึ่งได้ศึกษามาจากนิตยสาร marketeer ฉบับล่าสุด ซึ่งผมเห็นว่ามันมีส่วนเกี่ยวข้องกับสิ่งที่เราคุยกันมาแรมเดือนแล้ว (ผู้เขียนอู้ไม่ยอมเขียนให้จบสักที –”)

มาดูกรณีศึกษากันดีกว่า

Mommy Society (แก๊งค์แม่บ้านแก๊งค์เดิมกับตอนที่แล้ว)

inthemotherhood-thumb1

ยังจำเรื่องราวของแก๊งค์แม่บ้านจาก blog ครั้งที่แล้วได้มั้ยครับ

“แกงค์แม่บ้านต้องนัดประชุมกันที่ตลาดหน้าปากซอยเพื่อซุบซิบเรื่องของแม่บ้านแกงค์อื่นๆ (บางครั้งก็แอบซุบซิบแม่บ้านในแกงค์เดียวกันประปราย) ซุบซิบเรื่องดารา ซุบซิบข่าวลือต่างๆ แต่แม่บ้านปี 2008 ไม่จำเป็นต้องออกไปที่ตลาดหน้าปากซอยเพื่อซุบซิบอีกแล้ว เพราะพวกเขาสามารถ online chat กับแม่บ้านคนอื่นๆได้ และก็สามารถไปอ่านคอลัมน์บีบสิวหัวช้างของซ้อเจ็ดเพื่ออัพเดทข่าวคราว (คาว) ดาราและเรื่องฉาวๆได้อีกพะเรอเกวียน”

ผมขอยกเอาตัวละครเดิมที่เคยเขียนเอาไว้มาใช้อีกครั้งนะครับ

ด้วยความร่วมมือของ Sprint - Mobile Phone Operator, Suave - ผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ส่วนตัวของสตรี และ MINDSHARE ซึ่งเป็น Media Agencies ของทั้งสองบริษัท เนื่องด้วยว่าทั้งสองบริษัทมีความต้องการที่จะเจาะตลาดของกลุ่มแม่บ้าน ช่องทางที่ทั้งสองบริษัทเลือกมาใช้จึงเป็นช่องทางที่แม่บ้านสมัยใหม่เข้าถึงได้ นั่นก็คือการทำ Newmedia ในรูปแบบของ Webisode

Webisode มาจากส่วนผสมของคำสองคำนั่นก็คือ website และ episode โดยรวมจึงมีความหมายว่า เรื่องราวรูปแบบของละครซีรีย์ที่ออกฉายทาง website เหตุผลที่ทีมงานทั้งหมดเลือกใช้ช่องทางนี้ก็เนื่องมาจากว่า การสำรวจกลุ่มเป้าหมายคุณแม่ยุคใหม่ พบว่า ชื่นชอบการดู miniseries (ผู้หญิง ติดละครทุกเชื้อชาติ no wonder about it!!!) In the Motherhood miniseries ความยาว 9 ตอนจบจึงได้ถือกำเนิดขึ้น และเริ่มออกฉายตอนแรกในปี 2550 โดย MSN ผ่านทาง website www.inthemotherhood.com ซึ่งมียอดผู้เข้าชมกว่า 5 ล้านคน ในซีซั่นแรก ทำให้ในสัปดาห์แรกของการแพร่ภาพซีซั่นที่สองมียอดผู้เข้าชมเพิ่มขึ้นถึงกว่า 10 ล้านคน!!!

ด้วยกระแสความนิยมที่เพิ่มมากขึ้น ทำให้ ABC สถานีโทรทัศน์ชื่อดังของอเมริกาตัดสินใจที่จะนำ series เรื่องนี้ไปออกฉายทางเครือข่าย

เหตุผลที่ทำให้ series นี้เป็นที่ชื่นชม และได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก ก็เพราะว่าภายใน website มีการเปิดส่วนของ community ขึ้นอยู่หลายส่วน ทั้งส่วนของ webboard ให้กลุ่มแม่บ้านทันสมัยเข้ามาพูดคุยเกี่ยวกับเรื่องราวต่างๆ game และส่วนของการร่วมสนุก ในการส่งเรื่องราวของตัวเองเข้ามา ซึ่งเรื่องของผู้ชนะจากการประกวดจะได้รับไปทำเป็นบทละครของ series ชุดนี้ !!!

ซึ่งการสร้าง community แบบนี้ ทำให้แม่บ้านได้เข้ามาพูดคุยกัน และได้แบ่งปันความคิดเห็นและความรู้ต่างๆให้แก่กัน อันจะเป็นการสร้างความรู้สึกของการเป็น ส่วนหนึ่ง ให้กับแม่บ้านเหล่านี้ เพราะทุกๆครั้งที่แม่บ้านได้เข้ามาใน board ก็เหมือนกับว่าได้เข้ามาเจอเพื่อนๆ

และแน่นอนทั้ง Sprint และ SUAVE ซึ่งเป็นเจ้าของ Branded Content ก็ได้ประโยชน์จากงานนี้กันไปเต็มๆ

และกระแส Buzz ที่เกิดจากการพูดคุยปากต่อปากระหว่างแก๊งค์แม่บ้านก็ทำให้จำนวนของผู้เข้าชมเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ นี่เป็นตัวอย่างของการทำ Community ที่ดีตัวหนึง ซึ่งช่วยให้สินค้าของเราได้เข้าถึงกลุ่มลูกค้าอย่างชัดเจนมากขึ้น!

สำหรับในเมืองไทยของเราก็มีการทำ webisode กันบ้างเหมือนกัน คุณหนุ่มๆอาจจะบ่นน้อยใจกันเพราะว่าเรื่องด้านบนเป็นเรื่องของสาวๆเค้าทั้งนั้น ก่อนจากกันผมเลยขอเก็บ webisode ไทยๆ มาฝากกันก่อนจากสักอันนะครับ MAXIM webisode ครับ

ปล.ไม่สามารถนำมา embed ในนี้ได้ เดี๋ยวเสียภาพ brand ของ blog ผมหมด !!!

View Charlie Pongsangangan's profile on LinkedIn

PodCasting จะเร็วไปมั้ย สำหรับอีกทางเลือกหนึ่งของ New Media ในเมืองไทย?

Posted by bangkokian | New Marketing | Tuesday 1 July 2008 5:59 am

ผมอ่านเจอบทความเรื่องนี้จาก www.chrisbrogan.com ครับ เป็น web หนึ่งที่ผมว่ามีเรื่องการตลาด แนว new media ที่น่าสนใจอยู่เยอะเหมือนกัน เรื่องนี้อัพขึ้นไว้เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2551 ผมว่าเป็นเรื่องที่น่าจะหยิบยกมาพูดคุยกันในระดับหนึ่ง ก็เลยเอามาแบ่งปันกันครับ :D

คาดว่าหลายๆคนที่เข้ามาอ่าน blog ของพวกผม น่าจะจะเคยได้ยินเรื่องของ PodCast กันมาแล้วนะครับ (ไม่มากก็น้อย) ผมขออธิบายง่ายๆสั้นๆเผื่อผู้ที่ยังไม่รู้สักนิดนึงละกันนะครับ

PodCast เป็นคำที่มีส่วนผสมมาจากคำว่า iPod + Broadcast ครับ ดังนั้นแปลตามความหมายง่ายๆของมันก็คือ รายการวิทยุที่ไว้ฟังใน iPod ครับ ทาง Apple เปิดโอกาสให้ผู้สนใจจัดทำรายการแล้วอัพโหลดขึ้นไปไว้ใน website เพื่อให้คนอื่นๆโหลดไปฟังกันครับ (รายละเอียดเพิ่มเติมลองหาอ่านดูใน wikipedia ได้ครับ :D )

 

แล้วมันจะเกี่ยวข้องกับการตลาดได้อย่างไร? 

มาเข้าเรื่องกันดีกว่าครับ ในบทความกล่าวถึงการใช้งาน PodCast ที่สร้างประโยชน์ให้กับธุรกิจมากๆของ Christopher S. Penn เจ้าของ website Financiallaidpodcast ซึ่งภายใน web นี้ Penn จะทำการสร้าง PodCast เรื่องราวเกี่ยวกับการให้คำปรึกษาด้านการเงิน ซึ่ง Penn ทำเงินได้หลายล้านเหรียญ จาก web นี้

ในการลงทุนสำหรับองค์กรของคุณ มันไม่ได้ยุ่งยากอะไรเลย

คอมพิวเตอร์สมรรถณะกลางๆสักตัว
อุปกรณ์บันทึกเสียงที่ดีๆสัก 1 ชุด
ข้อมูลที่น่าสนใจ ที่คุณอยากส่งให้ลูกค้าของคุณ

เท่านี้แหละครับ ที่เราต้องการ!!!

ผมมองว่ามันเป็นช่องทางที่เจ๋งมากๆ สำหรับการใช้ new media อันนี้ ในประเทศที่มีการพัฒนาด้านไอที กันอย่างทั่วถึง …แต่สำหรับประเทศไทยของเราที่การมีไอพอดในครอบครองยังเป็นสิทธิ์ของคนจำนวนไม่มากนัก มันเลยอาจจะไม่ได้สร้าง buzz ให้เห็นได้อย่างทันตา แต่เชื่อว่าเร็วๆนี้เราน่าจะได้เห็น PodCast จากคนไทยเราเพิ่มมากขึ้นเป็นแน่แท้

จากบทความเรื่อง Podcasting for Business - Are Your Customers Worth It?

View Charlie Pongsangangan's profile on LinkedIn

caverta buy caverta usa buy caverta buy generic caverta cheap caverta caverta generic veega viagra cheap caverta online buy cheap caverta buy cheap generic caverta caverta canada caverta cheap online rx caverta rx review buy caverta 100 mg