Custom Search

To make a Yummy Products - Marketing Recipe!

Posted by bangkokian | New Marketing | Thursday 29 May 2008 4:30 pm

เมื่อคืนก่อนผมมีโอกาสได้อ่าน Text marketing ที่เรียนตั้งแต่สมัยอยู่มหาวิทยาลัย (ตอนหนุ่มต้นๆ…แสดงว่าหนังสือยังอินเทรนด์และใหม่อยู่) แล้วก็มานั่งนึกถึงความเปลี่ยนแปลงๆหลายอย่างของหลักการตลาดง่ายๆ ที่ถูกพัฒนาไปตามกาลเวลา เรื่องแรกๆที่เราได้เรียนกันในห้องเรียนการตลาดนั้นก็คือเรื่องของ Marketing Mix (หรือส่วนผสมทางการตลาดถ้าจะว่าเรียกเป็นภาษาไทย)

เนื่องด้วยผมเคยวนเวียนอยู่ในธุรกิจของร้านอาหารเป็นเวลามากกกว่า 4 ปีเต็ม จึงมองเห็นความคล้ายคลึงอะไรบางอย่างระหว่างอาหาร และ การตลาด กล่าวคือ อาหารจานหนึ่งๆจะปรุงให้อร่อยและแตกต่างจากอาหารจานอื่นๆได้ ต้องมีสูตร (Recipe) หรือ ส่วนผสมของอาหาร ที่โดดเด่น ถูกปากลูกค้า และ สร้างความพึงพอใจอย่างสูงสุดให้กับลูกค้า จึงจะทำให้อาหารจานนั้นๆได้รับการยอมรับ และมีความสามารถแข่งขันกับเมนูของร้านอื่นๆได้

การตลาดก็เช่นกัน การที่เราจะโดดเด่นเหนือคู่แข่งได้ (อย่างชัดเจน) เราต้องมีส่วนผสมที่จะทำให้สินค้า หรือ บริการของเรา สนองความต้องการของลูกค้าได้เกินกว่าที่ลูกค้าตั้งเอาไว้ (เปรียบเป็นอาหารก็คือ อร่อยโคตรๆ)

photo_mccarthy ในที่สุด ช่วงปี 1960 นักการตลาดชาวอเมริกันชื่อ E. Jerome McCarthy จึงได้เสนอความคิดเรื่องส่วนผสมการตลาดขึ้นมา ด้วยความที่แนวคิดนี้สามารถอธิบายให้นักการตลาดเห็นภาพของส่วนผสมทางการตลาดได้อย่างชัดเจน (โคตรๆ) ส่วนผสมทางการตลาดตามทฤษฎีนี้จึงถูกใช้ต่อเนื่องมาจนถึงในยุคปัจจุบัน ส่วนผสมทางการตลาดที่ว่านั่นก็คือ 4Ps นั่นเอง ซึ่ง 4Ps นี้มีองค์ประกอบต่างๆได้แก่ Product Price Place และ Promotion พอพูดถึงแบบนี้แล้ว เชื่อว่าหลายๆคนต้องร้องอ๋อกันขึ้นมา

4Ps เป็นส่วนประกอบที่นักการตลาดยึดถือเป็นหลักสำคัญในการทำตลาดกันอย่างแพร่หลาย ทุกๆการตัดสินใจมักจะมีการนำทฤษฎีนี้มาผนวกร่วมด้วยเสมอ

มาลองดูตัวอย่างแบบรวดเร็วเพื่อทำความเข้าใจเกี่ยวกับ 4Ps กันดีกว่า

 

 

Product

คือ สินค้าและบริการที่หน่วยธุรกิจผลิดออกมา

Price

คือ ราคาที่หน่วยธุรกิจตั้งขึ้นมาเพื่อจะแข่งขันกับคู่แข่งรายอื่นๆ

Place

คือ ช่องทางที่ลูกค้าจะเข้าถึงสินค้าและบริการของหน่วยธุรกิจได้

Promotion

คือ การส่งเสริมการขาย อันประกอบไปด้วย การโฆษณา การประชาสัมพันธ์ การลดราคา การแถมสินค้า และ ฯลฯ

เรามาลองสังเกตกันดูดีๆ 4Ps จะเป็นส่วนประกอบการตลาดที่มองตัวเราเองเป็นหลัก ก็คือไม่ได้ให้ความสนใจลูกค้าเท่าไรนัก หากเป็นอาหารก็จะป็นอาหารที่เราหยิบๆจับๆเอาแต่สิ่งที่มีในร้านมาประกอบเป็นอาหาร บางครั้งปลาที่จะหมดอายุแล้วก็ถูกนำมาเป็นเมนูพิเศษประจำวัน… เชื่อผมนะครับ เมนูแนะนำประจำวัน อย่าไปสั่งเลย เพราะโดยมากมันจะเอาของที่ใกล้หมดอายุ และไร้ทางเยียวยาแล้วมาเป็นส่วนประกอบหลัก เป็นการ get rid ของออกไปนั่นเอง

ต่อมาๆในยุคสมัยที่เปลี่ยนไปเรื่อยๆ New marketing สอนให้เรารู้จักที่จะสร้างรูปแบบการตลาดที่เน้นไปที่ลูกค้า ก็คือ “YOU Marketing, not ME Marketing”

เหมือนดังกับอาหารที่ยังมีการพัฒนาขึ้นอยู่เรื่อยๆ มีการใช้ส่วนประกอบแปลกๆ เก๋ๆ มาประยุคต์ให้เข้ากับลูกค้า ดังนั้นการตลาดก็ต้องทำแบบนี้เช่นกัน

แนวความคิดของนักการตลาดจึงเริ่มเปลี่ยนไป…

ME Marketing เป็นแนวคิดของการตลาดยุคเก่าๆ ที่สร้างสรรค์สินค้า และ บริการ ตามที่บริษัทต้องการ

YOU Marketing เป็นแนวคิดของการตลาดยุคใหม่ ที่จะสร้างสรรค์สินค้า และ บริการ เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้า (มากขึ้น)

ดังนั้น นักการตลาดหลายๆคนจึงคิดที่จะปรับเปลี่ยนรูปแบบของส่วนผสมทางการตลาดขึ้นมาใหม่ เพื่อเน้นการตอบสนองที่ตรงจุดของลูกค้ามากขึ้น นั่นก็คือ “New Marketing Paradigm” 4Cs นั่นเอง

สำหรับ 4Cs นั้นมีนักการตลาดหลายๆท่านคิดค้นส่วนผสมขึ้นมากันอยู่หลายรูปแบบ แต่ผมขอยกของ Don E. Schultz ปรมาจารย์ด้านการตลากและสื่อสารการตลาด ขึ้นมาเปรียบเทียบในที่นี้ครับ (ผมว่าของ Schultz นี่ POP สุดๆ เลยเอามาคุยกัน)

4Cs ของ Schultz มีส่วนประกอบดังนี้ได้แก่ Costomer Cost Convenience และ Communication

Costomer

คือ ลูกค้า เราควรจะผลิตสินค้า และบริการ ที่ลูกค้าของเราสนใจ

Cost

คือ ต้นทุนที่ลูกค้าจะเสียไปเพื่อแลกกับ สินค้า และบริการ ของเรา

Convenience

คือ ความสะดวกสบายที่ลูกค้าจะเข้าถึง สินค้า และบริการ ของเรา

Communication

คือ ช่องทางที่หน่วยธุรกิจของเราจะสื่อสารให้เข้าถึงกลุ่มลูกค้าของเรา

จะเห็นได้ชัดเจนว่ามุมมองของทฤษฎีทั้ง 2 จะมองกันที่คนละด้านอย่างชัดเจน

4Ps จะมองในแง่ที่ว่า หน่วยธุรกิจของเรา จะได้อะไร จะผลิดอะไรจึงจะคุ้ม จะลดต้นทุนอย่างไร จะทำอย่างไรไม่ให้เหลือของในสต๊อก (แถมๆเข้าไปให้หมดๆ)

4Cs มองในมุมที่ต่างไป เพราะจะให้ความใส่ใจกับลูกค้ามากกว่า เราจะผลิตอะไรเพื่อลูกค้าของเราดี จะใช้ช่องทางไหนที่ลูกค้าจะเข้าถึงสะดวกสบายมากที่สุด ฯลฯ

ลองมาเปรียบเทียบกันดูกับตารางดังข้างล่างนี้ครับ

Product

Costomer

คือ ผลิตสินค้า หรือ บริการ ที่ตรงตามความต้องการของลูกค้า มากกว่าตรงกับความต้องการของเรา (ในโอกาสต่อไปผมจะนำเรื่อง Long Tail Theory มาเล่าสู่กันฟัง)

Price

Cost

คือ ตั้งราคาที่ลูกค้ารู้สึกว่าคุ้มค่าเมื่อซื้อสินค้า หรือ บริการของเรา ไมใช่คิดว่าเราจะต้องกำไรเท่าไรเพียงอย่างเดียว

Place

Convenience

คือ ช่องทางไหนที่เราจะส่งสินค้าให้กับลูกค้าได้ง่ายที่สุด ไม่ใช่ว่าลูกค้าต้องออกไปหาสินค้าของเรา

Promotion

Communication

คือ เลือกช่องทางที่ดีที่สุด ที่จะเข้าถึงลูกค้าตัวจริงของเราได้มากที่สุด (ไม่ใช่เพียงแค่อยากจัดโปรโมชั่นเพราะอยากจัด)

นี่แหละครับการพัฒนาของส่วนผสมทางการตลาด ในอนาคตข้างหน้านี้ เราอาจจะได้เห็นส่วนผสมใหม่ๆของการตลาดอีกก็เป็นได้

View Charlie Pongsangangan's profile on LinkedIn

YOU’VE GOT TO BE WOW!

Posted by bangkokian | New Marketing | Friday 16 May 2008 9:24 am

ช่วงนี้อากาศเปลี่ยนแปลงมากๆ ผมโดนฝนตั้งแต่วันอาทิตย์ที่ผ่านมา เริ่มเป็นหวัดขึ้นมาตะหงิดๆตอนที่นั่งเขียนบล็อกนี้อยู่ก็สั่งน้ำมูกฟืดฟาด

เกี่ยวกับฤดูฝนและการออกกำลังกายผมมีข้อพิสูจน์ง่ายๆว่า การออกกำลังกายทุกๆวัน อาจจะไม่ได้ช่วยให้เราปราศจากโอกาสเป็นหวัดได้อย่างร้อยเปอร์เซนต์
ผมวิ่งบน train mill วันละอย่างต่ำครึ่ง ชม. ออกมาโดนฝน (รสชาติแปลกๆ) ของ กทม. เพียงวันสองวัน ผมก็มีน้ำมูกและเจ็บคอ…

ที่พูดเข้าเรื่องฟิตเนสไม่ได้ตั้งใจที่จะชักนำคำว่า Wow เข้าสู่ฟิตเนสชื่อดังแต่อย่างใด
เพียงแต่เป็นการบ่นเรื่องฝนใน กทม. (ที่มีพิษรุนแรง) ก็เพียงเท่านั้น

วนไปวนมาขอเริ่มเรื่องที่เราจะพูดถึงกันในวันนี้
ไม่ต้องไป search หากันที่ไหนนะครับ
เพราะคำว่า Wow (ในแง่ของ Marketing) นี่เป็นคำที่ผมและเพื่อนๆที่ทำงานใน Tony Andrew & Co.,Ltd บัญญัติกันขึ้นมา

WOW คืออะไร?

ผมขอให้คำจำกัดความของมันว่า WOW เป็น Factor (ปัจจัย) หนึ่งที่ตะทำให้ผู้บริโภค
สนใจในสินค้า และบริการของเรา
ไม่ว่าสิ่งที่จะ WOW นั้นเป็นปัจจัยอะไรก็ตาม
เพียงแต่มันต้องเป็นในทิศทางที่สร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับสิค้า และบริการขององค์กรเรานั่นเอง

เราลองมาดูตัวอย่างง่ายๆของสินค้าที่เราเห็นแล้วเกิด impact ขึ้นมา
จนทำให้เราประทับใจ ต้องพูดถึงมัน อยากแนะนำมันให้คนอื่นรู้จัก และแน่นอนเราต้องอยากทดลองใช้สินค้านั้นๆ ในกรณีที่เรายังไม่เคยลอง

Will it Blend?

จากตัวอย่างที่ผมเคยยกตัวอย่างไปใน บล็อกเก่าๆ Will it Blend? ของ Blendtec เป็นตัวอย่างที่ WOW มากๆตัวอย่างหนึ่ง (แถมยังใช้เงินในการลงทุนที่ต่ำมากๆ) ที่นำเอาอุปกรณ์เครื่องใช้มากมายหลายอย่างตั้งแต่ เพชร ไม้กอล์ฟ iPhone กระทั่งสำรับไพ่ ไปปั่นในเครื่องปั่น เพื่อทดสอบให้เห็นว่า blender ของ Blendtec ทนทาน และปั่นได้ทุกอย่าง ยอดคนที่เข้ามาโหลดดูคลิปใน YouTube ต้องไม่ต่ำกว่า 30 ล้านคนแล้วแน่ๆ

วิตามินดี เติมสิ่งดีๆให้ชีวิต

ในวันเกิดผมเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ผมได้รับการ์ดวันเกิดจาก บ.ไทยประกันชีวิต จำกัด เป็นการ์ดวันเกิดที่ผมประทับใจมากๆ ตัวการ์ดเป็นการ์ดสี่สีพิมพ์เคลือบมันอยางดี ความหนาประมาณ 200 แกรม ด้านหน้าเขียนไว้ว่า วิตามินดี เติมสิ่งดีๆให้ชีวิต เปิดมาด้านในก็จะเป็นรูปแคปซูลวิตามินวางเกลื่อนๆอยู่บนพื้นหลงสีขาว แต่ที่ตรงกลางด้านขวามือของการ์ดด้านใน จะมีแถบลูกศรกลมๆเล็กๆอยู่หนึ่งอัน ผมลองไปดึงดูก็ปรากฎว่า แคปซูลส่วนหนึ่งเลื่อนออกจากกัน และภายในก็บรรจุคำอวยพรหลายๆแบบเอาไว้ นี่ก็เป็นการทำ CRM ที่ WOW มากๆเหมือนกัน (มีเวลาจะถ่ายรูปมาให้ดูนะครับ ถ้าไม่ลืมด้วย!)

ถ้าไม่อินเทรนด์จริง…จะเปลี่ยนเหรอ

coke-zero 

อย่าง Print Add อันนี้ WOW มากๆครับ
มันเป็นมหาสงครามของสองค่ายน้ำดำในดาวเคราะห์ดวงที่สามในระบบสุริยะจักรวาล

ลองสังเกตุดูครับ ไอ้ตัวกิ้งก่าด้านขวาของรูป
มันกำลังเปลี่ยนตัวเองจากสีน้ำเงินเป็นสีดำ
ซึ่งประจวบเหมาะพอดีกับที่ Pepsi Max เปลี่ยนสีกระป๋องจากสีน้ำเงินเป็นสีดำ

เอ๊ะ ทำไมประจวบเหมาะจัง!

นี่แหละครับกาตลาดที่กัดกันแบบ WOW WOW

ace="ta" size="2">ไหนๆพูดถึงเรื่องสงครามน้ำดำกับ Ads WOW WOW
ผมมี TVAds จาก Mexico (ผมเข้าใจว่างั้นนะ) มาฝากครับ
อันนี้เป็น Pepsi กัด Coke ครับ

[youtube=http://www.youtube.com/watch?v=4_EfniTmakQ&hl=en&fs=1]

ในตัวโฆษณาเราจะเห็นว่าเด็กผู้ชายคนหนึ่งเดินมากดโค้กจากตู้ครับ
กดๆไป ทำไมกดมาสองกระป๋องก็ไม่ทราบ
มาในช่วงใกล้จบเราก็เห็นว่าเด็กชายมันเอาโค้กสองกระป๋องวางที่พื้นครับ
จากนั้นมันก็ขึ้นไปเหยียบ
เพื่อที่จะกด Pepsi ซึ่งมีปุ่มที่อยู่สูงกว่าโค้กครับ

WOW!!!

มีอีกตัวอย่างครับแต่ลองเข้าไปดูกันเอง PS 3 VS. Wii แต่อันนี้ขอไม่แอดวีดีโอไว้นะครับ ต้องไปดูกันเอง D

WOW Corporate figure head!

ผมอยากลองยกตัวอย่างที่ WOW ที่ไม่ได้เป็นเพียง Campaign การตลาดดูบ้าง

รู้จัก Richard Branson กันมั้ยครับ Branson เป็นเจ้าของกลุ่มธุรกิจ Virgin Group ซึ่งมีธุรกิจในเครือมากกว่า 300 รายการ
ตั้งแต่สายการบิน ค่ายเพลง ยันเครื่องสำอางค์ Branson เป็นตัวอย่างของประธานบริษัทที่ WOW มากๆ
เพราะแนวคิดและการแสดงออกของเขา

เขาเคยให้สัมภาษณ์นิตยสารฉบับหนึ่งเอาไว้เมื่อนานมาแล้วก่อนที่เขาจะก่อตั้งสายการบิน Virgin Airline เขาพูดเอาไว้ว่า “ถ้าคุณอยากจะบินฟรี คุณต้องเปิดสายการบินของคุณเอง” และเขาก็เปิดสายการบินขึ้นมาจริงๆ

นอกจากนั้นเขายังเป็นส่วนร่วมในการเปิดตัวสินค้าใหม่ๆของเขาเกือบทุกรายการ มีรายการหนึ่งที่เขาโหนตัวลงมาจากตึกด้วยตัวเอง เพื่อเปิดตัวสินค้า แต่ผมจำไม่ได้ว่าสินค้าอะไร เขามีคติเจ๋งๆอยู่สองข้อที่ผมชอบมากๆก็คือ

“A business has to be involving, it has to be fun, and it has to exercise your creative instincts.”

“Why watch what others have accomplished? Go out and do something with your life!’”

ตกลงเราจะ WOW ยังไง?

1. หาจุดแข็งของสินค้าหรือบริการของเราออกมาให้ได้
2. ดึงจุดแข็งของสินค้าเรา เอาความคิดสร้างสรรค์มาทาลงไป แล้วนำเสนอด้วยวิธีการที่เข้าถึงกลุ่มลูกค้าของเราให้ได้มากที่สุด
3. ลองมองในมุมกลับว่าถ้าเราเป็นลูกค้า เราจะ WOW กับสินค้าเหล่านี้ได้ยังไง

ผมให้ข้อสรุปได้สั้นๆแค่สามข้อนะครับ มันดูง่ายๆครับ แต่ทำจริงๆมันยากแสนยากเลยล่ะ
ถ้าทำได้ทุกคน โลกนี้ทุกคนที่ลงทุนทำธุรกิจ …กลายเป็นมหาเศรษฐีไปหมดแล้วล่ะ

caverta buy caverta usa buy caverta buy generic caverta cheap caverta caverta generic veega viagra cheap caverta online buy cheap caverta buy cheap generic caverta caverta canada caverta cheap online rx caverta rx review buy caverta 100 mg